เรียนวิทยาศาสตร์ไปทำอะไร?



คมชัดลึก : "เรียนวิทยาศาสตร์จบแล้วไปทำอะไร?" คือ คำถามยอดฮิตที่ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง มักจะถามพอๆ กับคำกล่าวที่ว่า พัฒนาประเทศด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นคำกล่าวที่มักจะได้ยินอยู่เสมอ

วันนี้ ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาสามาไขข้อข้องใจผ่าน "คมชัดลึก" ว่า จริงๆ แล้ว วิทยาศาสตร์นั้นมีความสำคัญกับประเทศมากน้อยเพียงใด

ศ.ดร.สุพจน์ อธิบายว่า ครอบครัว คือ หน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม ดังนั้น หากต้องการสังคมโลกเป็นอย่างไร จะต้องเริ่มสร้างจากสังคมครอบครัว เช่นเดียวกันหากเราต้องการวัสดุที่มีสมบัติใดๆ เช่น นำไฟฟ้าได้ ทนการกัดกร่อนได้ ป้องกันไฟได้ ปลดปล่อยสารที่ต้องการได้ หยุดยั้งการทำงานของเชื้อโรคได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้อะตอม หรือโมเลกุล ซึ่งประกอบขึ้นจากอะตอม หรือเข้าใจลึกลงไปถึงพฤติกรรมของโปรตอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน ที่ประกอบกันขึ้นเป็นอะตอม เพราะเป็นหน่วยที่เล็กและที่สำคัญที่สุดที่เป็นตัวกำหนดสมบัติ และการทำงานของอวัยวะและของวัตถุสิ่งของ ซึ่งคนที่รู้จักพวกนี้ก็คือนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง

ดังนั้น ผู้ที่เรียนจบวิทยาศาสตร์แล้วจะไปเป็นครู-อาจารย์ รวมไปถึงการเข้าสู่อาชีพด้านบุคลากรที่ทำหน้าที่กำกับดูแลและบริหารงานด้านการศึกษาตามหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ หรือเป็นนักวิทยาศาสตร์: ในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และกระทรวงที่ต้องใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์ ทดสอบ และตรวจสอบคุณภาพ ตรวจสอบการปนเปื้อน หรือตรวจสอบความเป็นพิษต่างๆ เพื่อการใช้ในประเทศและส่งออก เช่น กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น

งานด้านพิสูจน์หลักฐาน: อีกงานที่ต้องการนักวิทยาศาสตร์มากขึ้น เพราะนับวันคดีความต่างๆ จะมีความซับซ้อนมากขึ้น ประกอบกับความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ที่ลึกซึ้งมากขึ้น จะสามารถนำไปช่วยแก้ปัญหาด้านอาชญากรรมได้มากขึ้น ดังจะเห็นได้ในหลายๆ คดีว่า เก็บเส้นผมได้เส้นเดียว หรือเศษผิวหนังในเล็บมือได้ ก็สามารถคลี่คลายคดีได้ เป็นต้น

อาจารย์ในมหาวิทยาลัย: คณะวิชาต่างๆ ในมหาวิทยาลัย เช่น แพทย์ วิศวะ เภสัช ทันตะฯ รับอาจารย์ที่จบสาขาวิทยาศาสตร์เข้าทำงานมากขึ้น อีกแหล่งงาน คือ กลุ่มมหาวิทยาลัยใหม่ ซึ่งได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฎ ราชมงคล และมหาวิทยาลัยเอกชน มีความต้องการอาจารย์ (ปริญญาเอก) ด้านวิทยาศาสตร์สูงมาก

นักวิจัยในสถาบันวิจัยชั้นสูง: ตัวอย่างเช่น นักวิจัยในสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งปัจจุบันมีนักวิจัยที่จบทางด้านวิทยาศาสตร์กว่า 3,000 คน และเชื่อว่าในอนาคตจะมีสถาบันวิจัยลักษณะเช่นนี้ ทั้งภาครัฐและเอกชนเพิ่มมากขึ้น

รวมทั้งภาคเอกชน: โรงงานอุตสาหกรรมค่อนข้างจะเป็นตลาดใหญ่ เพราะโรงงานอุตสาหกรรมที่เป็นภาคการผลิตทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานด้านเกษตร อาหาร สิ่งทอ พลาสติก น้ำมัน อิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ล้วนต้องการนักวิทยาศาสตร์เพื่อทำหน้าที่ดูแลคุณภาพ ดูแลสภาพแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทั้งนี้ รวมถึงสถานพยาบาลต่างๆ ด้วย

"เพื่อแก้ปัญหาเด็กไทยอ่อนวิทย์ จึงได้จัดโครงการตลาดวิชาวิทยาศาสตร์ (Science for All) คณิตศาสตร์ แต่ละวิชาจะมีคณะทำงานเพื่อจำแนกและกำหนดเนื้อหาแต่ละหัวข้อย่อยวิชาละ 100 หัวข้อ โดยครอบคลุมเนื้อหา ม. ปลาย และปี 1 จากนั้นจะเสาะหาครู อาจารย์ นักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่มีทักษะการสอนวิทยาศาสตร์ เข้าใจเนื้อหาวิชามากกว่าการทำข้อสอบได้ มาจัดทำเป็นวิดีทัศน์การสอนลงระบบ online ภายใน 3 ปี ให้ครู นักเรียน เข้ามาอ่านได้ เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาเด็กไทยอ่อนวิทย์ได้ในระดับหนึ่ง" ศ.ดร.สุพจน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในอนาคตรัฐบาลจะดำเนินนโยบายเพื่อให้เกิดศูนย์วิจัย ศูนย์บริการ หรืออุตสาหรรมขนาดใหญ่ของภาครัฐหรือเอกชนในระดับที่เป็นศูนย์กลาง (hub) ระดับภูมิภาคหรือระดับโลก เช่น การตั้งโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ การจัดตั้งและลงทุนด้าน life science center หรือ health science center ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาล

รวมทั้งการจัดตั้งโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา แต่ละโครงการฯ จะเป็นแหล่งงานขนาดใหญ่ที่ต้องการนักวิทยาศาสตร์โครงการละหลายพันหรือเป็นหมื่นคน และจะมีอุตสาหกรรมและการจ้างงานด้านอื่นๆ ตามมาอีกมากมาย ถึงตรงนี้น้องๆ ที่กำลังจะแอดมิชชั่นส์คณะวิทยาสตร์คงมีคำตอบให้กับตัวเองแล้ว.
 

  1. ความเห็นยอดนิยม

  2. toon07
    28/11/2554 20:04 | 7
    ก็เพิ่มเงินเดือนให้มันสูงๆเหมือนพวกแพทย์สิครับ รับรองจะได้คนเก่งๆมาเป็นนักวิทย์ช่วยประเทศมากกว่านี้  ประเทศจะได้เจริญมากกว่านี้ด้วย

13339

เข้าชม

17

ตอบกลับ

เรียนวิทยาศาสตร์ไปทำอะไร?

โพสต์เมื่อ 27/11/2554 08:25 | 1
อยากเรียนจังครับ...
โพสต์เมื่อ 27/11/2554 13:04 | 1
ต้องทำให้วิทยาศาสตร์น่าเรียนก่อน เราถึงจะมีนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งๆแน่นอน
โพสต์เมื่อ 27/11/2554 16:46 | 1
วิทยาศาสตร์ น่าเรียนดีนะ

ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างบนโลกที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ ^^!

โลก จึงต้องการนักวิทยาศาสตร์อีกเยอะ

นักวิทยาศาสตร์ เปรียบเหมือน สมองของโลก
โพสต์เมื่อ 28/11/2554 20:04 | 7
ก็เพิ่มเงินเดือนให้มันสูงๆเหมือนพวกแพทย์สิครับ รับรองจะได้คนเก่งๆมาเป็นนักวิทย์ช่วยประเทศมากกว่านี้  ประเทศจะได้เจริญมากกว่านี้ด้วย
โพสต์เมื่อ 31/01/2555 13:43 | 1
"เรียนวิทยาศาสตร์จบแล้วไปทำอะไร?" เหรอ...
 
ผมเรียนจบ ป.ตรี สาขาชีววิทยามาได้ราวๆ 5 ปีแล้ว และเนื่องจากตอนนี้ไม่มีเวลาหรือทุนทรัพย์พอที่จะทำโพลเรื่องการเรียนต่อ และสรุปผลมาโดยละเอียดได้ ผมขอสรุปมาเป็นแนวๆ เรื่องเล่าสู่กันฟังแทนละกันนะครับ
 
ถาม: เรียนวิทยาศาสตร์จบแล้วไปทำอะไร?
ตอบ: ตอนนี้เพื่อนๆ ที่จบ ป.ตรี กันไป ประมาณ 40% จะเริ่มทำงานโดยทันที อยู่ในทุกสาขาอาชีพ มีเป็นผู้ช่วยผู้จัดการโรงนมในต่างจังหวัด, ไปทำงานกับบริษัทบริการสายการบิน (แนวๆ flight service), เป็นครูวิทยาศาสตร์, เป็นพนักงานบริษัท, ไปเป็นเจ้าหน้าที่แล็บ-QC ในโรงงาน, ไปเป็น product specialist ด้านอุปกรณ์แล็บและเวชภัณฑ์ ฯลฯ ตอนนี้ผ่านมา 5 ปี ถ้ายังไม่ได้เรียนต่อ ก็เริ่มได้เป็นหัวหน้างาน/ผู้จัดการกันแล้ว หน้าที่การงานทุกคนก็ก้าวหน้าเรื่อยๆ ตามลำดับ
 
ส่วนอีกราวๆ 60% เรียนต่อและเรียนจบในระดับ ป.โท กันแล้ว (ในจำนวนนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นพวกที่เรียนต่อ MBA หรือศึกษาศาสตร์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับเนื้อหาในนี้ จึงขอละไว้นะครับ)
 
สาขาเรียน ป.โท/ป.เอก ที่ฮิตเรียนกันที่สุดในสายวิทย์น่าจะเป็น "เทคโนโลยีชีวภาพ / biotechnology" เรียนกันที่จุฬาฯ และมหิดล เป็นส่วนใหญ่ นอกจากนั้นก็มีสาขาอื่นๆ เช่น วิทยาศาสตร์ปิโตรเคมี วิทยาศาสตร์การอาหาร สาธารณสุขศาสตร์ วิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ ... มีรุ่นน้องคนนึง ตอนเรียนอยู่ปี 3 ได้รับทุนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตอนนี้ติดยศเป็นร้อยตำรวจหญิงไปแล้ว... มีเพื่อน 3 คนไปเรียนต่อสัตวแพทย์ ตอนนี้ก็เปิดคลินิกกันเรียบร้อย มีรุ่นพี่อีกคนไปเรียนต่อแพทย์ New Tract ของจุฬาฯ รุ่นสุดท้าย ตอนนี้ใกล้จบหมอแล้ว...
 
ส่วนใหญ่พวกเด็กที่เรียนเก่งๆ พอจบ ป.โท ก็เรียนต่อ ป.เอก กัน มีคนนึงมีอาจารย์ฝรั่งบินมาหานักเรียน ป.เอก ที่เมืองไทย แล้วถูกใจเขา ก็เลยหาทุนให้ไปเรียน ป.เอก แถวยุโรป สบายไป คนอื่นๆ ที่หาทุนเรียนตอน ป.โท ไม่ได้ พอเรียนต่อ ป.เอก ได้ไม่กี่เดือน อาจารย์ก็หาทุน คปก. ให้ มีเงินเดือนใช้ และไม่ต้องทำงานชดใช้ทุน สบายไปแล...
 
ถาม: โห...เรียนสูงๆ ในมหาลัยมีชื่อทั้งนั้นเลย อย่างนี้ต้องเรียนเก่งมากๆ กันทุกคนถึงจะได้แบบนี้สิ
ตอบ: เหอๆ จะขอบอกความลับให้ว่าการเรียนต่อ ป.โท-เอก ในเมืองไทยทางสายวิทยาศาสตร์ หลายๆ สาขานั้นการแข่งขันน้อยมาก บางที่เปิดรับ 20 คน สมัคร 12 คน (เช่นสาขาที่ผมเคยเรียน ทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์) สมัยที่ผมเรียนต่อ สาขาที่คนสมัครเยอะกว่าตำแหน่งที่รับ มีไม่กี่สาขา เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ นิติวิทยาศาสตร์ แต่การแข่งขันก็ยังไม่เยอะนะ รับ 50 คน สมัคร 60 คน...ส่วนใหญ่เข็ดกันตั้งแต่เรียน ป.ตรี แล้ววว....
 
เพื่อนที่เรียนด้วยกัน ก็มีทุกสถาบันนะครับ ทั้งมหาวิทยาลัยปิด มหาวิทยาลัยเปิด รัฐบาล ราชภัฎ ราชมงคล เอกชน อินเตอร์ ฯลฯ ส่วนใหญ่พอเข้าไปแล้วไม่ค่อยมีใครสนหรอกว่าคนอื่นจบอะไรมา แค่ยอมมานั่งทำวิจัย เขียนวิทยานิพนธ์หลังขดหลังแข็งด้วยกันก็บุญจิบหายแล้ววว
 
ถาม: เงินเดือน ได้เท่าไหร่? รายได้เป็นอย่างไร?
ตอบ:

รายได้ของเพื่อนๆ ผมในตอนนี้ (กลุ่มที่เรียนต่อ ป.โท สายวิทย์ และยังไม่ได้ต่อ ป.เอก) กลุ่มที่ทำงานประจำ จะอยู่ที่เดือนละ 12,000 - 27,000 บาท (ยังไม่นับรายได้เสริมนะ) ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน และสถานที่ทำงานครับ
 
อย่างของผม ทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัย ในมหาวิทยาลัยของรัฐในต่างจังหวัด ก็ได้น้อยหน่อย (12,000 บาท) แต่อาจารย์หลายท่านก็ช่วยให้แปลรายงานต่างๆ ให้ ทำให้มีรายได้เสริมโดยเฉลี่ยเดือนละ 5,000 บาทครับ เวลาไปช่วยอาจารย์จัดอบรมเชิงปฏิบัติการต่างๆ ก็จะมีค่าผู้ช่วยวิทยากรบ้าง เล็กๆ น้อยๆ พอเสริมได้อีกหน่อย...แต่ของผมน่าจะน้อยที่สุดในกลุ่มเพื่อนที่เรียนด้วยกันแล้วแหละ...
 
พวกที่หาทุนไปเรียนต่อเมืองนอกได้ (ไม่ว่าแหล่งทุนจะเป็นของเมืองไทย หรือทางต่างชาติให้ทุนเองก็ตามแต่) รายได้ที่โน่น คิดเป็นเงินไทยต่อเดือนก็จะอยู่ราวๆ 60,000 - 80,000 บาท พอมีเงินเก็บกันบ้างตามสมควร....แต่ค่าใช้จ่ายในเมืองนอกก็แพงตามไปด้วยอ่ะนะ
 
ถ้าจะอยู่เมืองไทยจนเรียนจบ ป.เอก หลังจากเรียนจบแล้วก็ยังมีโครงการทุนนักวิจัยหลังปริญญาเอก (เรียกกันสั้นๆ ว่า "โพสต์ด็อก" มาจาก post-doctoral research fellowship) เป็นคล้ายๆ ตำแหน่งงานชั่วคราว รายได้ของที่อื่นไม่แน่ใจ แต่ในมหาวิทยาลัยที่ผมทำงานอยู่ ประกาศรับสมัครนักวิจัยโพสต์ด็อกโดยให้เงินเดือน 30,000 บาทต่อเดือน และมีการต่อสัญญาหากได้รับการตีพิมพ์ ฯลฯ เรื่อยๆ ครับ (เข้าใจว่าของ สวทช. น่าจะได้เยอะกว่านี้นะ คุณแม่ของ ดร.เป็ด เหยื่อรถตู้ ได้สัมภาษณ์ว่าตอนนั้นลูกชายเพิ่งจบ ป.เอก แล้วทำงานที่ Biotec มั้ง ได้เดือนละสี่หมื่นกว่า ยกเงินเดือนให้แม่เกือบหมดเลย ... แต่น่าเสียดาย มาจากกันไวไปหน่อย)
 
ผมมีรุ่นพี่ ป.เอก ที่เรียน-ทำงานด้วยกัน โดยพวกพี่ๆ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเป็นส่วนใหญ่ รายได้ต่อเดือนของแต่ละคน เมื่ออายุราวๆ 30 กลางๆ ถึงปลายๆ จะอยู่ที่คนละ 50,000 - 100,000 บาท โดยเป็นเงินเดือนราวๆ 20,000-30,000 บาท แต่นอกจากนั้นเป็นรายได้เสริม เช่น รับจัดอบรมเชิงปฏิบัติการด้านการวิจัย หาทุนทำโครงการวิจัย ป.เอก ให้ตัวเอง ทำงานเป็นผู้จัดการโครงการต่างๆ เสริมด้วย ก็พอจะได้สมทบมาเรื่อยๆ ครับ
 
วิทยาศาสตร์น่าเรียนขึ้นบ้างหรือยังครับ? เหอๆ
โพสต์เมื่อ 24/02/2555 00:11 | 1
จะหางานทำยากไหมอ่า..
โพสต์เมื่อ 02/03/2555 02:02 | 0
@manan...
 
ยากหรือเปล่า ไม่แน่ใจ แต่ใช้เวลาโดยเฉลี่ยราวๆ 45 วันครับ
 
ก่อนหน้านี้ พี่ทำแบบสำรวจ ในกลุ่มเพื่อนที่จบคณะวิทยาศาสตร์ ม.ของรัฐ ในเขต กทม. เป็นส่วนใหญ่ หลังจากเรียนจบไปแล้วนะครับ (เสียดาย ตอนนี้ยังหากันมาได้แค่ 20 คน... ถ้าคนตอบแบบสอบถามมากกว่านี้ ตัวเลขอาจเปลี่ยนไปจากนี้นะครับ)
 
ถ้าจบ ป.ตรี แล้วทำงานเลย คนที่ตอบแบบสอบถามใช้เวลาหางานโดยเฉลี่ย 1 เดือนครึ่ง (สั้นสุด = 0 เดือน ... ได้งานก่อนจบ ยาวสุด 6 เดือนครับ)
 
ชื่อตำแหน่งมันอาจไม่ค่อยตรงสายเท่าไหร่ ประมาณ
"จนท. จัดทำฐานข้อมูล"
"นักวิชาการ"
"ครูสอนดนตรี"
"Executive Sale"
 
แต่คนที่กรอกแบบสำรวจ ส่วนใหญ่หลังจบ ป.ตรี จะเรียนต่อ ป.โท เลย กลุ่มนี้หลายๆ คน เกรดตอนจบจะเกิน 3.0 นะครับ แต่ก็มีคนที่เกรดไม่ถึง 2.5 เรียนต่อโทโดยทันทีได้เลยเหมือนกัน
 
ป.โท สายวิทยาศาสตร์ เรียนกันในประเทศเกือบทั้งหมด (86% ของคนที่เรียนต่อ ป.โท สายวิทย์ฯ ทั้หงมด) ใช้เวลาเรียนโดยเฉลี่ยราวๆ 3 ปี เรียนจบมาแล้วก็ใช้เวลาหางานราวๆ 1.5 เดือนเช่นเดียวกัน ... แต่ % คนที่ได้งานโดยทันทีมีสูงกว่าเด็กจบ ป.ตรี ใหม่ๆ นะครับ อาจเป็นเพราะหลายๆ คน เริ่มทำงาน หรือมองหางานทำตั้งแต่ก่อนจะสอบวิทยานิพนธ์
 
หลังจบ ป.โท ไปแล้ว ชื่อตำแหน่งงานจะฟังดูตรงสายมากขึ้นเยอะ เช่น
"จนท. ประสานงานโครงการวิจัย"
"ฝ่ายวิศวกรรมภูมิสารสนเทศ / สำรวจทางไกล"
"ผู้ช่วยวิจัย"
"นักวิจัย"
"วิศวกรสิ่งแวดล้อม"
โพสต์เมื่อ 02/03/2555 15:11 | 0
@honjokun06
พี่ครับตอนนี้ผมได้ จุลชีววิทยา ของ จุฬา แล้วอ่ะครับ  พี่ลองช่วยวาดภาพอนาคต& เงินเดือน ให้หน่อยได้ไหมครับ  เพราะจากที่อ่านมาพี่ดูมีข้อมูล ข้อเสนอเยอะดีอ่ะครับ

จริงๆผมฝันมาตั้งแต่แรกแล้วว่าอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ตั้งแต่เข้าสายวิทย์มา พอเกรดออกมาดีหน่อย เพื่อน อาจารย์ เขาก็ เชียร์ ให้ไปหมอ ไปทันตะ เภสัช ซะหมดเลยอะครับ  (คล้ายๆกับค่านิยมก็ว่าได้)

ตอนนี้ผมต้องการคนชี้นำเรื่องอนาคตหลังจากเข้าไปเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ มากๆเลยครับ  เพราะก็กดดันไม่น้อย หลายคนบอกให้ออกมาAdmission หลายคนมองคณะวิทยาเป็นคณะซิ่ว
แต่ส่วนตัวผมก็happyมากๆแล้วที่ได้รับตรงของจุฬา

ความฝัน กับ ค่านิยม    ผมปวดหัวมากๆครับ

ความคิดเห็น

honjokun06 06/03/2555 10:23

น้องครับ พี่ตอบให้แล้วนะ ดูด้านล่างครับ
โพสต์เมื่อ 04/03/2555 20:59 | 1
@zenithice
ก่อนอื่นก็ขอแสดงความยินดีด้วยที่เข้าคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้นะครับ
 
เนื่องจากพี่เรียนชีววิทยาทั่วไปมา เลยแนะนำเฉพาะด้านทางจุลชีววิทยาไม่ค่อยได้เท่าไหร่ ผนวกกับข้อมูลเรื่องการทำงานที่พี่กำลังเก็บอยู่ตอนนี้ ยังไม่มีเด็กจุลฯ มาตอบอ่ะนะครับ
 
อย่างไรก็ดี ขอตอบเป็นแนวๆ เล่าสู่กันฟังก่อนละกัน
 
"จริงๆผมฝันมาตั้งแต่แรกแล้วว่าอยากเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่ตั้งแต่เข้าสายวิทย์มา พอเกรดออกมาดีหน่อย เพื่อน อาจารย์ เขาก็ เชียร์ ให้ไปหมอ ไปทันตะ เภสัช ซะหมดเลยอะครับ  (คล้ายๆกับค่านิยมก็ว่าได้)"
 
- คือ พี่อยากจะบอกน้องว่า "นักวิทยาศาสตร์" เป็นคำที่กว้างมาก คนที่ไม่ได้เรียนจบ ป.ตรี วิทยาศาสตร์มา ก็ทำงานเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนักวิจัยในแล็บต่างๆ หรือวิจัยภาคสนามได้เหมือนกันนะ อย่างอาจารย์ที่วิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ หลายๆ ท่านก็เรียนหมอมาก่อน แล้วพอเรียนจบก็ขอเข้าบรรจุเป็นอาจารย์ สอนพวกกายวิภาค สรีรวิทยา จุลชีววิทยาการแพทย์ พยาธิวิทยา ฯลฯ ระหว่างนั้นหลายท่านก็ต้องเรียนต่อ ป.เอก ไปด้วย (เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์การประเมินอาจารย์ครับ)
 
- อีกอย่าง "นักวิทยาศาสตร์" เรียนข้ามสายกันได้ คนที่เรียน ป.ตรี จุลชีววิทยา อาจไปเรียนต่อ ป.โท ด้านที่เกี่ยวข้องกันค่อนข้างน้อย (เช่น ระบาดวิทยา หรือสาธารณสุข) แล้วย้ายไปทำงานด้านนโยบายด้านการสาธารณสุข อยู่กับหน่วยงานระหว่างประเทศ ไม่ได้จับต้องแล็บเท่าไหร่อีกเลยก็ได้เช่นกัน
 
- ยกตัวอย่างเช่น มีรุ่นพี่คนนึง เรียนจบ ป.ตรี คณะเกษตร วิชาพืชสวน ตอนที่พี่เจอเขานี่เขาเรียน ป.เอก อยู่ ไปทำวิจัยด้านไอศครีม =)
 
"ตอนนี้ผมต้องการคนชี้นำเรื่องอนาคตหลังจากเข้าไปเรียนในคณะวิทยาศาสตร์ มากๆเลยครับ"
 
- พี่ไม่แน่ใจว่าจะชี้นำน้องได้มาก-น้อยแค่ไหน ส่วนนึงเพราะตอนนี้น้องยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นค้นหาตัวเอง แล็บจุลฯ อาจเป็นแบบที่เราคาดหวังไว้ หรือเราอาจไม่ได้สนุกกับมันอย่างที่เราหวังไว้ก็ได้ ...
 
- เวลาที่น้องเรียน ป.ตรี ช่วงปี 2 - ปี 4 น้องจะได้เรียนจุลชีววิทยาหลายๆ สาขา ต่างๆ กันไป ซึ่งแต่ละสาขาจะช่วยให้น้องค่อยๆ รู้ตัวว่าน้องชอบและถนัดทางด้านไหน รวมถึงน้องจะได้เรียนวิชาเลือกอื่นๆ นอกคณะ ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ค้นหาตัวเองอีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้น สักวันนึงเราอาจค้นพบตัวเองว่าเราถนัดและมีความสุขกับสิ่งอื่นมากกว่า ดังนั้นเส้นทางที่เราคาดหวังไว้ในตอนนี้ กับเส้นทางที่เราก้าวเดินอย่างมีความสุขในอนาคต อาจเป็นทางสายเดียวกันหรือไม่เป็นก็ได้
 
- สมมุติว่าน้องยังชอบทางจุลชีววิทยาอยู่นะ (เพราะเพื่อนหลายๆ คน ก็ชอบทางนี้จริงๆ) พี่ไม่แน่ใจว่าในอนาคต ถ้าน้องจะเป็นนักวิจัยจริงๆ น้องจะวิจัยจุลชีววิทยาทางไหน (หรือจะยังอยากเป็นนักจุลชีววิทยาหรือเปล่า) แต่ถ้าเป็นทางการแพทย์ พี่มองว่าการเรียนพวกเทคนิคการแพทย์ หรือเรียนแพทย์ไปเลย (ถ้าใจของน้องพร้อมจะเรียนน่ะนะ) จะได้เปรียบหลายอย่าง เช่น
 
   - เวลาจะขออนุญาตุเก็บตัวอย่างเลือดหรือสารคัดหลั่งต่างๆ จากคนไข้ มาตรวจหาเชื้อ และทำวิจัยเชื้อต่อไปนั้น หากเราเป็นหมอ การขออนุมัติจะสะดวกขึ้น เพราะคณะกรรมการจริยธรรมจะมองว่าเรารู้ว่าเราทำอะไรอยู่ (ด้วยประสบการณ์วิชาชีพความเป็นแพทย์) และเราสามารถมาควบคุมงานตรงนี้เองได้ (เพราะทำหัตถการเป็นอยู่แล้ว)
 
   - งานแล็บในโรงพยาบาลก็ต้องมีใบประกอบวิชาชีพเทคนิคการแพทย์ ลองดูประกาศรับสมัคร จนท. ห้องแล็บในโรงพยาบาลก็ได้ครับ ตอนนี้ทุกที่บังคับให้จบเทคนิคการแพทย์ และมีใบประกอบวิชาชีพทั้งนั้น... และมันจะมีหลักสูตรเฉพาะวิชาชีพบางหลักสูตรที่คนนอกสาขาเทคนิคการแพทย์เข้าเรียนไม่ได้ (เช่น ประกาศนียบัตรบัณฑิตเทคนิคการแพทย์ http://www.grad.mahidol.ac.th/grad/curriculum/view.php?lang=th&pid=183) และเทคนิคการแพทย์จะเชี่ยวชาญเรื่องการตรวจและวินิจฉัยเชื้อโรคเป็นอย่างมาก ในขณะที่หลักสูตรของคณะวิทยาศาสตร์จะไม่มีส่วนประกอบในด้านนี้ครับ
 
   - เอ้อ แต่มีเพื่อนคนนึง จบเทคนิคการแพทย์ จุฬาฯ แล้วคงไม่อยากทำแล็บในโรงพยาบาล เลยเบนเข็มไปเรียนต่อด้านโภชศาสตร์ ตอนนี้ทำงานอยู่ในแล็บอาหาร มันย้ายข้ามสายแบบนี้ได้เหมือนกัน
 
- ส่วนถ้าน้องอยากเรียนด้านจุลชีววิทยาอุตสาหกรรม หรือสิ่งแวดล้อม พี่คงแนะนำอะไรน้องไม่ได้ เพราะแทบไม่เคยเจอคนในสายงานนี้เลย และตัวเองก็ไม่ได้จับแล็บเลยตั้งแต่เรียนจบ ป.ตรี และช่วงที่เรียน ป.ตรี ก็เคยไปดูงานในโรงงานแค่หนเดียวเท่านั้น คงต้องอาศัยพวกพี่ๆ คนอื่นมาช่วยตอบกันต่อไป
 
- สาขาที่เรียน ป.ตรี ก็เป็นส่วนหนึ่งนะ แต่การหางานที่เราชอบก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ในช่วงที่ผ่านมานี้ พี่เจอคนในสาขาวิชาชีพด้านการแพทย์หลายๆ คนที่มาบ่นเรื่องงานให้ฟัง พี่ที่เป็นเภสัชฯ ก็เคยบ่นว่าถ้ามีลูกหลาน อย่าให้มาเรียนเภสัชฯ เด็ดขาด รุ่นน้องที่เป็นหมอฟันก็เคยบ่นว่าเบื่อดราม่าในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่อนามัยก็บ่นว่างานหนักเหมือนหมอ พี่ที่เป็นเทคนิคการแพทย์ก็เคยบ่นว่าไม่มีความสุข และแน่นอน คนที่ได้ยินเสียงบ่นค่อนข้างบ่อยถึงบ่อยมากๆ ก็คือ หมอ สรุปว่า ทุกคน ไม่ว่าทำอาชีพไหน ก็มีโอากสบ่นด้วยกันได้ทั้งสิ้น :-P ...
 
- เมื่อเราบ่น ก็แปลว่าเราไม่มีความสุข ดังนั้นคำตอบของชีวิต คือ ทำงานที่เราทำได้แล้วไม่บ่น หรือบ่นน้อยที่สุด =)

 
...
- แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าเรียนวิทยาศาสตร์ที่จุฬาฯ แล้วจะไม่ดีนะ ประเด็นที่พี่ยกมามันแค่เป็นเรื่องของสถานการณ์ที่การมี "ใบประกอบวิชาชีพ" ทำให้เราได้เปรียบ ... ยังมีอีกหลายสถานการณ์ที่การไม่ได้เรียนหมอ หรือเทคนิคการแพทย์ ไม่ส่งผลต่อหน้าที่การงานของเราเท่ากับความสำเร็จด้านการทำวิจัยหรือการทำงานในปัจจุบัน จึงขอยกกรณีศึกษาของคนที่เรียนจบแล้วมาทำงานด้านนักวิจัยมาสักหน่อย (และอาจเอาชีวิตส่วนตัวมาแฉ) ดังนี้...
 
- เพื่อนพี่คนนึง เรียนจบ ป.ตรี ชีววิทยา เกรด 3 กลางๆ จบแล้วจะต่อแพทย์ New Tract แต่ไม่ติด เลยเปลี่ยนไปเรียน ป.โท Biotech จุฬาฯ (เน้นพวกวิจัยยีนอะไรสักอย่างในกุ้ง) ซึ่งเป็นสาขาที่ชอบพอๆ กัน ช่วงที่เรียน ป.โท ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้ทุนตลอดหลักสูตร และมีอาจารย์จากต่างประเทศจองตัวไปทำแล็บด้วยที่โน่น ตอนนี้เรียน ป.เอก อยู่แถวสแกนดิเนเวีย มีเงินเก็บจากส่วนที่เหลือของเบี้ยเลี้ยงนักศึกษาต่างชาติพอสมควร ... เงินเดือนของเขาน่าจะอยู่ที่ราวๆ 1 แสนบาท (แต่อยู่ที่โน่น ค่าครองชีพก็สูงตามอ่ะนะ)
 
- เพื่อนอีกคนนึง เรียนจบ ป.ตรี ชีววิทยา เกรด 3 กลางๆ เหมือนกัน จบแล้วไปเรียนต่อ ป.โท ทางพยาธิวิทยา เรียนอยู่หลายปี ระหว่างนั้นยากจนหน่อย แต่ใช้ชีวิตคุ้มค่ามาก ระหว่างที่เรียน ป.โท ไปนำเสนอผลงานที่ญี่ปุ่นรอบนึง ที่อเมริกาอีกรอบนึง พอจบ ป.โท แล้ว ใช้เวลาหางานนานสุดๆ ... 1 วัน ได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย สอนนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์  ... ทำงานวิจัยบ้าง เพราะเคยมาปรึกษากับพี่เรื่องการออกแบบการทดลองและคำนวณตัวอย่างอยู่ แต่ไม่รู้ว่าโปรเจคได้รับการอนุมัติหรือยัง... ตอนนี้เงินเดือนเขายังไม่เยอะมาก ราวๆ 15000 บาท แต่เขาก็กำลังวางแผนอยู่ว่าจะเรียนต่ออะไรดี ระหว่าง แพทย์ (5 ปี) หรือไปเรียนต่อ ป.เอก ทั้งสองทางนี้มีทุนให้ แต่แนวโน้มคงไปทางแพทย์ก่อนแหละ
 
- เพื่อนพี่อีก 2 คน เรียนจบ ป.ตรี ชีววิทยา แล้วไปต่อ ป.โท ด้านเทคโนโลยีชีวภาพเหมือนกัน คนนึงมีทุน พสวท. อยู่แล้ว ส่วนอีกคน ให้ทางบ้านช่วยส่งเรียน ป.โท แล้วตอน ป.เอก เข้าไปได้ไม่ถึงเดือน อาจารย์ก็หาทุน คปก. มาให้ ทำให้ได้ทุนเรียนฟรีพร้อมมีเงินเดือน สบายไป ตอนนี้สาวนางแรกกำลังจะไปแลกเปลี่ยนแล็บที่ฝรั่งเศส ส่วนอีกคนอาจารย์น่าจะส่งไปอเมริกา แต่เข้าใจว่าอาจติดขัดนิดหน่อย เพราะบทความวิจัยยังไม่ตีพิมพ์ ถ้าตีพิมพ์อีกฉบับก็จะได้รับอนุมัติให้ไปยื่นขอวีซ่าได้ เจ้าหล่อนเลยต้องฮึดอีกพอสมควร >_<
 
- ตัวพี่เอง ตอนที่เรียน ป.ตรี แรกๆ ก็อยากเป็นนักวิจัยในแล็บแบบสุดขีด แต่ปรากฎว่าเกรดด้านวิทยาศาสตร์ ไม่เคยได้ A เลยในช่วงสองปีแรก (อย่างดีสุดก็ B หรือ B+) แต่เกรดพวกวิชาสังคมกับภาษา ได้ A บ้าง และเรียนแล้วรู้สึกสนุก เลยสงสัยว่า เลยสงสัยว่าตัวเองถนัดและชอบด้านไหนกันแน่ พอเรียนจบ ปี 4 มองว่าน่าจะไปในด้านที่ได้ใช้ทักษะหลายๆ อย่าง ปนกัน ประมาณว่าเป็นเจ้าหน้าที่วิชาการในองค์การระหว่างประเทศหรือพวก think tank ต่างๆ เลยไปเรียนด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ เน้นทางระบาดวิทยา - ออกพื้นที่ ช่วงที่เรียนอยู่ก็พอทำวิจัยด้านอนามัยแม่และเด็กแถวชายแดนไทย-พม่า
- พอเรียนจบ ป.โท ก็ลงใต้ไปประสานงานโครงการวิจัยเหตุการณ์ไฟใต้ที่ปัตตานี แล้วอาจารย์ในคณะแพทย์ฯ ที่เกี่ยวข้องกับโปรเจค ชวนให้อยู่ต่อ ตอนนี้พี่ทำงานอยู่ในคณะแพทย์ของมหาวิทยาลัยในต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง เน้นด้านเป็นที่ปรึกษาด้านการวิจัย และช่วยวิเคราะห์สถิติ .. เมื่อปลายปี 53 อาจารย์หมอชวนพี่เข้าโครงการแลกเปลี่ยนนักวิจัยเป็นเวลา 10 เดือน (ชื่อตำแหน่งงาน พี่เป็น "ที่ปรึกษาด้านการวิจัย" น่ะ) ตอนนี้พี่กำลังโพสต์ข้อความนี้ถึงน้องจากประเทศบังกลาเทศ (อยู่เกือบครบโครงการแล้วแหละ อีก 10 วัน ก็จะกลับบ้านเราแล้ว)
- หลังจากกลับไปแล้วพี่จะต้องกลับมาทำงานใช้ทุนดูงานฯ ที่มหาวิทยาลัยต้นสังกัดเป็นเวลา 1 ปี ... ไม่แน่ใจว่าจะได้ปรับตำแหน่งขึ้นจาก "ผู้ช่วยวิจัย" เป็นตำแหน่งอื่นหรือเปล่านะ ...ช่วงนี้พี่ก็จะดูเรื่องเรียนต่อไปเรื่อยๆ ตัวพี่เองอยากเรียน ป.เอก แต่อาจารย์หมอฯ ท่านอยากให้พี่เรียนหมอ (อีก 5 ปี) ก่อนแล้วค่อยเรียน ป.เอก แต่ระหว่างเรียนคงมีเงินเดือนให้ ซึ่งไม่ว่าอย่างไร พี่ก็ว่าโอเคนะ... ถามว่าพี่ยังเป็น "นักวิทยาศาสตร์" อยู่ไหม พี่คิดว่าพี่ยังเป็นอยู่นะ ระบาดวิทยาฯ ที่พี่ทำอยู่นี่ก็เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง เป็นการผสมกันระหว่างวิทยาศาสตร์ชีวการแพทย์ สถิติ และสังคมศาสตร์ครับ :)
- จริงๆ งานที่พี่ทำอยู่ตอนนี้ก็มีข้อจำกัดบ้าง ด้วยความที่ไม่ได้จบหมอ เวลาที่คุณหมอมาปรึกษาโดยละเอียดเรื่องการวิจัยขั้นตอนการรักษาต่างๆ พี่ก็ตามไม่ทัน หรือเวลามีโครงการอบรมนักระบาดวิทยาภาคสนามฯ พี่ก็สมัครไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นหมอ - สัตวแพทย์ - เภสัชฯ
- แต่ก็ไม่เสียดายอะไรมากนะ ยังมีหนทางอื่นอีกเยอะ และไม่ได้เรียนหมอตั้งแต่เด็กๆ ก็ใช่ว่าจะมาเรียนหมอตอนโตแล้ว ทำงานไปแล้วไม่ได้นี่หว่า
....
ทีนี้ก็มาถึงข้อสรุป
"พี่ลองช่วยวาดภาพอนาคต& เงินเดือน ให้หน่อยได้ไหมครับ"
อย่างที่บอกไป ภาพอนาคต และเงินเดือนของน้อง พี่คงตอบได้ยากมาก กว่าน้องจะเรียนจบ ป.ตรี พวกพี่ๆ ก็คงแก่แล้ว ... แต่เอ้า พี่ขอสมมุติแบบนี้ละกัน
 
1. น้องเรียนจบ ป.ตรี สาขาจุลชีววิทยาจากจุฬาฯ เกรดได้ราวๆ 3.0 ภาษาอังกฤษดีพอสมควร (สอบ TOEFL paper-based ได้ราวๆ 575-600) แต่ไม่ได้ภาษาที่ 3 แล้วจะเรียนต่อ ป.โท ด้านจุลชีววิทยาการแพทย์เลย เรียนในเมืองไทย เพราะไม่ได้ทุนไปเรียน ป.โท เมืองนอก ... และไม่ได้เป็นเด็กในโครงการ พสวท. ที่อาจมีทุนให้ไปเมืองนอกในอนาคต
 
2. น้องรู้ตัวว่าอยากเป็นนักวิจัยแน่ๆ และอยากทำงานในมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานวิจัยอื่นๆ ไม่ได้ไปบริษัทเอกชน แต่ยังไม่รู้ว่าอยากจะทำงานก่อนหลังจบ ป.โท แล้วค่อยต่อ ป.เอก หรือจะเรียนให้จบ ป.เอก รวดเดียวเลย
 
3. บ้านน้องมีฐานะกลางๆ เหมือนพวกพี่ๆ คือ ไม่ได้ขัดสนขนาดที่ว่าต้องออกมาทำงานโดยทันที แต่ไม่ได้รวยขนาดว่าสามารถส่งไปเรียน ป.โท ด้านวิทยาศาสตร์ที่อังกฤษได้ เลยเรียนต่อโทเมืองไทย
 
พี่ขอแต่งนิยายให้แก่ชีวิตของน้องในช่วงอายุ 22-30 ปี ดังต่อไปนี้
 
แบบที่ 1 เรียนจนจบ ป.เอก เลย
 
เมื่อน้องเริ่มเรียน ป.โท จุลชีววิทยาการแพทย์ น้องรู้สึกว่าตัวเองมาไม่ผิดทาง น้องทำเกรดในรายวิชาได้ดีมาก ได้เกรดเฉลี่ยทั้งปี 1 ป.โท ราวๆ 3.8 (หลายๆ คนได้ประมาณนี้นะ) ช่วงที่แลกเปลี่ยนแล็บ อาจารย์ท่านหนึ่งในหลักสูตรเห็นแวว ชวนให้รีบๆ ทำวิทยานิพนธ์ให้จบ ป.โท แล้วรีบเรียนต่อ ป.เอกในสังกัดของอาจารย์ ระหว่างที่ทำวิจัยในช่วงที่เรียนปี 2 - ปี 3 ของ ป.โท น้องทำงานได้ดีมาก ได้ไปนำเสนอในที่ประชุมวิชาการ 1 ครั้ง และได้ตีพิมพ์บทความอีก 1 เรื่องในวารสารระดับนานาชาติ ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ น้องใช้เวลาเรียน ป.โท ทั้งสิ้นสองปีครึ่ง (โดยใช้เงินของทางบ้านตลอด ถือว่าเป็นการลงทุนนิดนึง) และตัดสินใจเรียนต่อ ป.เอก ที่เดียวกัน สาขาเดียวกันเลย (จริงๆ ไปต่อเมืองนอกได้ แต่สมมุติว่าไม่ไปละกัน)
 
อาจารย์ที่ปรึกษา (ซึ่งตอนนี้คุ้นเคยกันระดับนึงแล้ว เพราะทำวิจัยด้วยกันมาราวๆ 1.5 ปี) ตัดสินใจรับน้องเข้าเรียนต่อปริญญาเอก โดยหาทุนเรียนปริญญาเอกให้ โดยทุนนี้จะช่วยเหลือน้องในเรื่องค่าเล่าเรียนและมีค่าขนมได้เดือนละเล็กน้อย (ราวๆ 9,000 บาท/เดือน) เรียน ป.เอก ผ่านไปได้ 1 ปี น้องสามารถนำเสนอบทความวิจัยในการสัมมนาภาค ครบ 4 ครั้ง โดยตอบคำถามได้หมด ผ่านโดยไม่มีปัญหา และสอบโครงการวิทยานิพนธ์ผ่านโดยไม่มีปัญหา... น้องเริ่มทำวิทยานิพนธ์ไปอีก 1 ปี ... เมื่อถึงเวลานั้นน้องจะอายุราวๆ 27 ปี... อาจารย์เห็นว่างานของน้องเริ่มเป็นชิ้นเป็นอันมากขึ้นแล้ว เลยให้ไปนำเสนอโปสเตอร์ที่...อืม...ฝรั่งเศสละกัน แถมให้ไปดูงานอีกหน่อย....ราวๆ 2 สัปดาห์ ระหว่างอยู่ที่นั่นชีวิตสนุกปนหฤหรรษ์ แต่มีปัญหาบ้างเพราะคนที่นั่นพูดแต่ฝรั่งเศสกัน ไม่ค่อยพูดอังกฤษ ... น้องได้รู้จักเพื่อนนักวิจัยรุ่นเดียวกันหลายคน เริ่มได้เห็นโลกกว้างมากขึ้น...
 
จากนั้นก็กลับมาเมืองไทย ทำวิทยานิพนธ์ต่ออีก 1 ปี ...งานใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว อาจารย์มองว่าน้องยังไม่ได้ไปต่างประเทศแบบยาวๆ เลย เลยส่งน้องไปทำวิจัยที่สถาบันพาสเจอร์ที่ปารีสราวๆ 1 ปี น้องตัดสินใจไปด้วยความลิงโลด (ระหว่างนั้นได้เงินเดือนเรทพิเศษสำหรับไปเมืองนอกด้วยนะ ราวๆ เดือนละ 1200 ยูโร หรือ 60,000 บาทละกัน เพราะไปอยู่ฝรั่งเศส) คราวนี้น้องพูดฝรั่งเศสได้พอสมควรแล้ว เอาตัวรอดได้ เลยสนิทกับเพื่อนฝูงที่โน่นอย่างรวดเร็ว ปาร์ตี้กันแหลก (แต่เรื่องงานไม่เสียหายอะไรนะ) และเจอใครบางคนที่น่าจะใช่ที่นั่น เป็นสาวอเมริกาใต้ที่อยู่แล็บเดียวกัน (สมมุติมาจากเวเนซูเอล่าละกัน แจ่มดี) สนิทกันอย่างรวดเร็วและลึกซึ้ง ก่อนจะจากกัน น้องสัญญากับหล่อนเป็นมั่นเหมาะว่าจะกลับมาเจอกันอีก ไม่ว่าอยู่ส่วนไหนของโลก...
 
กลับมาเมืองไทย ใกล้จบ ป.เอก เข้าไปทุกขณะ และ มีเงินเก็บจากตอนอยู่ฝรั่งเศสราวๆ 250,000 บาท พอไปไหนมาไหนได้โดยไม่ลำบาก (ต่างจากชีวิตไส้แห้งตอน ป.โท โดยลิบลับ)...น้องคุย skype กับเจ้าหล่อนทุกวัน วันละราวๆ 30 นาที และรีบฮึดเรียนให้จบเพื่อจะได้ไปเจอเจ้าหล่อนอีก น้องสอบวิทยานิพนธ์ผ่านฉลุย จบปริญญาเอกตอนอายุราวๆ 29 ปี เมื่อจบมามีผลงานตีพิมพ์ในระดับนานาชาติ 3 ฉบับ เป็นที่น่าภูมิใจของอาจารย์ที่ปรึกษา ชวนให้ทำวิจัยหลังปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเดิมก่อนจะไปเป็นอาจารย์ แต่น้องปฏิเสธเนื่องจากอยากจะตามหัวใจไปอเมริกาใต้ ...เลยเขียนอีเมล์ไปหาแล็บวิจัยวัณโรคที่มหาวิทยาลัยโบลิวาร์ ณ กรุงคาราคัส ประเทศเวเนซูเอล่า ทางโน้นตอบรับมาเนื่องจากงานวิจัยก่อนหน้านั้นค่อนข้างดี และน้องพูดได้ 4 ภาษาแล้วในตอนนี้ เมื่อไปถึง น้องรีบไปหาสาวเวเนซูเอล่าคนนั้นที่เคยมีความหลัง...แต่ปรากฎว่า ความหลังเจอคนอื่นแล้ว...เป็นที่น่าช้ำใจมาก กลับเมืองไทยดีกว่า น้องเลยอยู่ทำวิจัยที่นั่นแค่ 6 เดือน ได้มาเปเปอร์นึง ระหว่างนั้นปาร์ตี้แหลกแบบไม่แคร์สื่อ เจอสาวละตินอีกคนที่นั่น ด้วยความที่อยู่ต่างบ้านต่างเมือง ไกลบ้าน และพ่อแม่ของชีชอบพอกับน้องเป็นอย่างดี แต่งงานที่โน่นเลย (จดทะเบียนกับกงศุลกิตติมศักดิ์ของไทย ณ กรุงคาราคัส)
 
กลับมาเมืองไทย (พาภรรยากลับมาด้วย) มีเงินเก็บเพิ่มมาอีกนิดหน่อย ได้งานทำเป็นนักวิจัยหลัง ป.เอก ที่แล็บเดิม เงินเดือนราวๆ 35,000 - 40,000 บาท รับสอนเลคเชอร์เป็นอาจารย์พิเศษบ้าง ในวัย 32 น้องมีรายได้โดยรวมต่อเดือนราวๆ 50,000 บาท เริ่มดาวน์บ้าน ดาวน์รถ มีลูกเป็นลูกครึ่งหน้าตาดีมาก ผ่านไปอีก 2 ปี น้องได้บรรจุเป็นอาจารย์ มีอายุราชการ โลดแล่นอยู่ในวงการวิชาการระหว่างประเทศอีก 20 กว่าปี จึง fully retire ...
 
แบบที่ 2 เรียนจบ ป.โท แล้วทำงานก่อน ค่อยไป ป.เอก
(ยังนึกไม่ออกอ่ะ เด๋ววันไหนเกิดไอเดียจะมาเขียนต่อนะ)
โพสต์เมื่อ 10/03/2555 20:09 | 0
พี่คะ หนูติด จุลชีวะ เกษตรศาสตร์ อ่ะคะ พรุ่งนี้ ก็ต้องยืนยัน เคลียริ่งเฮ้าส์แล้ว
กลัวตกงานจัง จะเอาดีไหมก็ไม่รู้
อีกอย่างกลัวเรียนไปไม่ชอบอ่ะ เพราะเรียนชีววิทยา ไม่เก่งด้วย ขอคำปรึกษาด้วยคะ

ความคิดเห็น

honjokun06 12/03/2555 13:45

น้องสอบแอดด้วยหรือเปล่าครับ ถ้าสอบแอดด้วย ก็สอบให้เสร็จ ยื่นคะแนน แล้วเลือกสาขาที่ตัวเองน่าจะชอบที่สุดดีกว่านะ ถ้าไม่ชอบเดี๋ยวเราก็ต้องซิ่วไปเปล่าๆ เสียเวลาไปปีนึง (สมัยที่พี่เรียนปี 1 เด็กที่เข้ามาเรียนคณะวิดยาแล้วไม่ชอบ ก็ซิ่วกันออกไปราวๆ 25% ... ไปเรียนบริหารฯ จิตวิทยา กายภาพบำบัด อุัตสาหกรรมเกษตร สัตวแพทย์ ฯลฯ ครับ)
โพสต์เมื่อ 16/04/2555 20:58 | 1
ปัจจุบัน คณะวิทยาศาสตร์ เป็นครูได้รึป่าวค่ะ พอดีหนูลังเล อ่ะค่ะ
เห็นสื่อนี้บอกว่าได้ สื่อนู้นบอกว่าไม่ได้เพราะเค้ายกเลิกไปแล้ว 
จริงๆแล้ว ได้รึป่าวค่ะ ?

ความคิดเห็น

honjokun06 16/04/2555 23:32

พี่ตอบไม่ได้นะครับ เพราะว่าไม่ค่อยรู้จักกับครูวิทยาศาสตร์โดยตรง ขออภัยด้วยครับ
โพสต์เมื่อ 20/04/2555 12:05 | 0
หนูสงสัยว่าถ้าเรียนครูสาชาชีวะ
กับเรียนวิทยาศาสตร์ ด้านชีวะวิทยาไปเลยอันไหนดีกว่าคะ
โดยส่วนตัวคือหนูชอบวิชานี้อยู๋แล้วเป็นพื้นฐาน
แต่อยากเป็นอาจาร์ยในมหาลัย(อาจาร์ยมหาลัยนี่ต้องจบ ป.เอกเท่านั้นใช่ไหมคะ)
แต่ว่าถ้าต้องเรียนไปถึงป.เอกถึงจะได้เป็น ก็คงต้องเสียเงินเยอะพอควรเลย
แล้วการที่จะได้ทุนไปต่างประเทศนี่ต้องเรียนให้เทพมากๆใช่ไหมอ่ะคะ
พวก ป.โท ป.เอกอ่ะค่ะ
แล้วมีเรื่องรบกวนถามอีกอย่าง คือ วิทยาศาสตร์ชีวะเนี่ย มันแบ่งเป็นอะไรบ้างเหรอคะ

ความคิดเห็น

honjokun06 21/05/2555 17:44

ขอโทษที่ตอบช้านะครับ ที่ผ่านมางานยุ่งครับ...ถ้าอยากเป็นอาจารย์สอนชีววิทยาในมหาวิทยาลัย เรียน ป.ตรี ชีววิทยาไปเลยจะดีกว่าครับ แล้วก็ไปต่อ ป.โท-เอก เอา ... อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่จำเป็นต้องจบ ป.เอก เสมอไปนะครับ เพื่อนพี่หลายคนจบโทแล้วก็ไปสอนที่ราชภัฎ หรือตามมหาวิทยาลัยที่เพิ่งเปิดใหม่น่ะครับ (แต่ก็มีเงื่อนไขให้รีบเรียนต่อ ป.เอก แหละ) ... ป.เอก ส่วนใหญ่มีทุนให้นะครับ ทั้งในและต่างประเทศ การจะได้ไปต่างประเทศขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยครับ...การเรียนปริญญาเอกเป็นการทำวิจัยและสร้างองค์ความรู้ใหม่ ปัจจัยสำคัญจะอยู่ที่เรื่องผลงานวิจัยที่ผ่านมาครับ ... ใช้เงินไม่เยอะมากนะ ส่วนใหญ่ถ้าไม่มีเงิน อาจารย์จะหาทางให้แหละ (อย่างน้อยก็เป็นค่าสารเคมี เพราะของแบบนี้เขาไม่ให้ควักเนื้อออกเองจ้ะ) ... วิทยาศาสตร์ชีววิทยา แบ่งสาขาไม่เหมือนกันตามแต่ละที่นะครับ แต่พวกมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ก็มักจะเจอภาควิชาต่อไปนี้: ชีววิทยาทั่วไป พฤกษศาสตร์ จุลชีววิทยา ชีวเคมี แล้วก็สาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องครับ ถ้ามหาวิทยาลัยไหนมีคณะแพทย์ฯ บางทีจะมีสาขากายวิภาค สรีรวิทยา พยาธิวิทยา ฯลฯ (พวกวิชาทางหมอๆ ทั้งหลาย) อยู่ในนั้นด้วย เปิดสอนหลักสูตร ป.โท-เอก ด้านนั้นด้วยจ้า.... ดูคำตอบของพี่ในกระทู้นี้ก็ได้ครับ http://www.unigang.com/Article/10389
โพสต์เมื่อ 25/04/2555 22:49 | 0
พี่คะ...คณะวิทยาศาสตร์เคมี  กับ  คณะวิศวเคมี  ต่างกันยังไงคะ  ??

ถ้าเรียน ป.ตรี  จบมาจะมีงานทำมั๊ย...เพราะมีหลาย ๆ คนบอกว่าจบ ป.ตรีมาไม่มีงานทำอะค่า  

โพสต์เมื่อ 08/07/2555 19:35 | 0
ขอโทษด้วยที่มาตอบช้านะครับ
 
ตามที่พี่เข้าใจนะ ... วิศวกรรมเคมี ในระดับ ป.ตรี จะเป็นการเรียนวิชาเคมีที่คล้ายกับของคณะวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่ง (เคมีพื้นฐาน, เคมีอินทรีย์, เคมีวิเคราะห์) แต่จะไม่ลงลึกมาก และได้เรียนพื้นฐานวิชาทางวิศวกรรมอีกส่วนหนึ่ง (กลศาสตร์วิศวกรรม, เขียนแบบ, ไฟฟ้ากำลัง, การบริหารงานอุตสาหกรรม, การถ่ายเทมวลและการออกแบบอุปกรณ์, การออกแบบโรงงาน ฯลฯ) ประมาณว่า ให้เรียนจบไปแล้วสามารถไปคุมโรงงานผลิตสารเคมี พลาสติก และผลิตภัณฑ์-วัสดุต่างๆ ได้
 
หลักสูตรวิทยาศาสตร์-เคมี ระดับ ป.ตรี จะเป็นการลงลึกในเรื่องของวิชาเคมี ก็จะเรียนวิชาต่างๆ เช่น เคมีอินทรีย์ เคมีเชิงฟิสิกส์ (พวกควอนตัมน่ะ) กลศาสตร์ควอนตัม เคมีวิเคราะห์ พอลิเมอร์ สเปกโทรสโกปี ชีวเคมี การวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ เคมีสิ่งแวดล้อม อาจจะมีวิชาพวกการจัดการโรงงานให้เรียนเป็นวิชาเลือกบ้าง แต่จะไม่ได้เรียนวิชาด้านที่จะใช้ในโรงงาน หรือวิชาที่เป็นเทคโนโลยีโดยตรงแบบของวิศวกรรมเคมีจ้ะ (ประมาณว่า ให้เรียนจบไปแล้วสามารถไปเป็นนักวิทยาศาสตร์ ทำงานด้านการตรวจสอบ-ควบคุมคุณภาพ หรือทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยได้)
 
.....อย่างไรก็ดี เรื่องนี้พี่คงไม่ใช่คนที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุด เพราะพี่เป็นนักชีววิทยา ดังนั้นถ้าจะให้ดี น้องควรไปถามรุ่นพี่ที่เรียนเคมี หรือวิศวกรรมเคมีด้วยอีกทีนึงนะ
 
จบ ป.ตรี จะมีงานทำไหม?
 
คำถามนี้ตอบยากมากเลยครับน้อง ... การได้งานทำขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยนะ เช่น
 
เรามีความยืดหยุ่นแค่ไหน?
- งานบางแห่ง เงินเดือนเริ่มต้นอาจไม่สูงเท่ากับที่เราคาดหวังไว้ (เช่น จบ ป.ตรี แต่เริ่มต้นไม่ถึง 15,000 บาท) หรือบ้านเราอยู่กรุงเทพฯ แต่เราอาจลงไปสัมภาษณ์งานและทำงานที่หาดใหญ่ หรืออุบลฯ หรือเชียงใหม่ ...หรือเราอาจต้องทำงานถึง 2-3 ทุ่ม บ้าง ในบางครั้ง 

- หากเราพร้อมรับค่าตอบแทนเริ่มแรกที่ไม่สูงเท่าไหร่ พร้อมย้ายถิ่นฐาน และพร้อมทำงานล่วงเวลาโดยบางครั้งอาจไม่มีค่าตอบแทน ตัวเลือกในการทำงานของเราก็จะมีมากขึ้นครับ (อีกอย่างนึง แถวต่างจังหวัด การแข่งขันแย่งงานกันน้อยกว่าในกรุงเทพฯ ครับ)
 
เรามีทักษะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมากแค่ไหน?
นอกจากงานเป็นวิศวกร หรือนักวิจัย-ผู้ช่วยวิจัยโดยตรงแล้ว คนที่จบวิทยาศาสตร์ หรือวิศวกรรมก็อาจไปทำงานอย่างอื่นได้ เช่น ผู้จัดการโครงการ ฝ่ายประสานงานต่างประเทศ ซึ่งอาจต้องใช้ทักษะภาษาอังกฤษ (หรือภาษาที่ 3 อื่นๆ) ควบคู่ไปกับทักษะด้านการบริหาร (เช่น ดูแลงบประมาณโครงการโดยใช้โปรแกรม Excel หรือโปรแกรมทางคณิตศาสตร์-สถิติวิเคราะห์ เช่น R, Stata, Mathlab ทำแบบจำลองทางการเงิน) ซึ่งหากเรามีทักษะตรงนี้เพิ่มเติมด้วย (จะได้มาจากการไป workshop ต่างๆ หรือการเรียนต่อ ป.โท ก็แล้วแต่) ก็จะช่วยให้เรามีโอกาสในการได้งานมากขึ้น
 
ถ้าจะให้ดี แนะนำให้เริ่มหัดเขียนประวัติส่วนตัว (เรซูเม่ หรือ CV) เป็นภาษาอังกฤษไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ นะครับ เริ่มหัดเขียนตอนราวๆ ปี 3 น่าจะกำลังเหมาะสมครับ
 
ถ้าหากน้องอยากพิสูจน์ให้นายจ้างในอนาคตเห็นว่าน้องมีทักษะทางภาษาอังกฤษที่ดีพอ แนะนำให้สอบ TOEIC ไว้ตอนช่วงใกล้จะจบปี 4 นะครับ ถ้าคะแนนได้ราวๆ 700 ขึ้นไป ก็จะช่วยให้สมัครงานได้ง่ายขึ้นครับ
 
ถ้าจะให้หางานได้ไม่ลำบากเกินไป ให้น้องๆ ลองนึกดูว่า ของดี ราคาไม่แพง ใครๆ ก็อยากได้ ดังนั้นถ้าน้องพร้อมที่จะไปหางานต่างจังหวัด พร้อมพัฒนาทักษะต่างๆ (ความรู้ด้านวิศวกรรม ภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ และทักษะด้านอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง) ไปเรื่อยๆ และพร้อมที่จะเริ่มทำงานโดยไม่คาดหวังเรื่องรายได้มากเกินไป โอกาสในการหางานทำของน้องก็จะสูงขึ้นครับ
โพสต์เมื่อ 12/02/2556 19:58 | 0
พี่คับ ถ้าหากจบวิทยาศาสตร์ เคมี  แล้วเรียนต่อ ป.โท ทางด้านหลักสูตร หรือทางด้านการสอน  จะไปสอบบรรจุครูได้ไหมอ่ะคับ


แล้วถ้าหากอยากเป็นราชการ  จบ วิทยาศาสตร์เคมีมา จะสอบบรรจุอันไหนได้บ้างอ่ะคับ   ขอบคุนล่วงหน้าสำหรับคำตอบนะคับ^^

ความคิดเห็น

honjokun06 08/04/2556 12:16

เท่าที่พี่เข้าใจ วท.บ. เคมี รับราชการได้หลายส่วนครับ ที่เห็นเปิดรับบ่อยๆ ก็มีกรมวิทยาศาสตร์ทหารบกน่ะ ... กรมพัฒนาที่ดิน / กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ฯลฯ ก็มีนะ แต่บางทีอาจต้องเข้าไปเป็นพนักงานราชการก่อน แล้วรอเขามีตำแหน่งว่างให้สอบเข้าเป็นข้าราชการ ส่วนเรื่องสอบบรรจุเป็นครู ... เนื่องพี่ไม่ได้เป็นครู จึงไม่มีข้อมูลเชิงลึก แต่ขอตอบตามความเข้าใจของพี่นะ....การรับราชการครูจะต้องมีใบประกอบวิชาชีพครู ซึ่งเรียนในหลักสูตร "ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู" (มีเปิดสอนที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ครับ) หลักสูตร ป.โท ด้านหลักสูตร หรือการสอน จะไม่มีชั่วโมงฝึกสอนนะ อาจสอบบรรจุครูไม่ได้นะครับ...ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ครับ http://www.ksp.or.th/ksp2009/upload/news5/files/2417-1378.pdf
โพสต์เมื่อ 15/04/2556 14:40 | 0
อยากเรียนวิทยาศาสตร์สาขาเคมีแต่อยากทำงานด้านเครื่องสำอางแล้วถ้าเราไปต่อโทด้านเครื่องสำอางจะมีมั้ยอ่ะค่ะ แล้วจะได้เงินมากน้อยอย่างไงคะ รุ่งหรือเปล่าคะ
โพสต์เมื่อ 15/05/2556 12:42 | 0
honjokun06
ตอนนี้เรีนนวิทยาศาตร์ สาขาชีววิทยา กำลังขึนปี 2 ค่ะ เเต่ต้องเลือกว่าจะเรียนสายพืชหรือสัตว์ อยากให้พี่ช่วยเเนะนำ ว่าสองสายนี้ควรจะเลือกเรียนอะไรดี จบเเล้วจะมีงานมั้ย ? ขอบคุณค่ะ :))

UniGang Talk

รอบสัมภาษณ์น้องๆ ไม่ต้องกังวลนะครับ เห็นหลายคณะเรียกสัมภาษณ์มากกว่า ระเบียบการกำหนด เค้ารับทุกคนนะครับ