วันที่ 26 กรกฎาคม 2560

แชร์ประสบการณ์ จากคนที่เคยโดนปลูกฝังโตขึ้น "เรียนหมอนะมันดี" ผ่านไป 10 ปี อาชีพนี้ที่ฉันตกหลุมรักมากขึ้นทุกวัน !!

บทความดีๆเกี่ยวกับอาชีพหมอ จากคนคนที่ไม่เคยรู้ว่าตัวเองสอบอะไร  แต่สอบติดหมอตามที่พ่ออยากให้เป็น  แม้จะไม่ได้เรียนเพราะความชอบอยากเป็นหมอแต่แรก แต่พอเวลาผ่านไป ยิ่งทำให้รู้สึกตุกหลุมรักอาชีพ แพทย์ มากขึ้นทุกวัน !!?

เขียนเพื่อ แชร์ประสบการณ์ของตัวเอง ความรู้สึกผูกพัน ความรู้สึกรักต่ออาชีพที่ทำ และโชคดีที่โชคดีจริงๆ เขียนในมุมมองของตัวเอง เมื่อเวลาผ่านไปกว่า10 ปี ตั้งแต่เริ่มเข้ารั้วมหาวิทยาลัย ตอนนี้ที่เขียนฉันได้เป็นหมออายุรกรรม (เฉพาะทางแล้ว)  ฉันค้นพบว่า ฉันมีความสุขและต้องขอบคุณสำหรับความอดทนของตัวเองและความทุ่มเทของครอบครัว

ฉันเคยเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่ถูกปลูกฝังจากที่บ้านมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม ว่าโตขึ้นเรียนหมอนะ "มันดี" มันดียังไงนะ ฉันสงสัยมาตลอด รู้แค่ว่ามันคงจะหาเงินได้ดี ตอนเป็นเด็กก็ไม่ได้คิดว่าอยากเป็นอะไร เรียนอะไรได้ก็เป็นคนที่เรียนหมด มีความสุขกับการได้เรียนสิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่เฉพาะในวิชาการ แต่พอโตขึ้น รู้ว่าการที่เรามีโอกาสอยู่ใน รร. ที่สิ่งแวดล้อมดี มีเพื่อนๆที่คอยฉุด/เป็นแบบอย่างให้เราเห็น ทำให้จากคนที่ตอนเด็กๆ สอบเข้าที่ไหนก็ไม่ได้ ต้องคอยให้พ่อแม่ฝากตลอด กลายเป็น สอบเข้า รร.ชื่อดังในช่วงมัธยมปลายได้ เริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นเรื่อยๆ และจริงๆ เพื่อนก็เป็นส่วนสำคัญ

พอต้องสอบมหาวิทยาลัย ก็ไม่รู้หรอกว่าอยากเรียนอะไร ต่อให้แนะแนวให้ตายยังไง ก็ไม่มีทางรู้ได้จริงๆ ดังนั้นการเลือกทางเดินชีวิต บางทีเราก็ต้องลองเสี่ยง อาศัยโชคชะตา และเชื่อเสมอว่ามันจะดี แล้วมันก็ดีจริงๆ สรุปฉันสอบเข้าเรียนหมอได้ ตามที่พ่อ อยากให้เป็น ก็รู้สึกดีนะ เพราะเพื่อนๆเราก็เรียนกันเยอะ และ ก็รู้สึกว่าดูเท่แฮะ แต่ไม่ชอบเลยที่พ่อแม่ชอบไปพูดว่า ลูกชั้นเรียนหมอ มันก็สายอาชีพธรรมดารึป่าวนะ (ตอนหลังถึงได้รู้ว่าเค้าก็ภูมิใจของเค้า)

เรียนหมอ ปี1-3 เป็นการเรียนแบบเลคเชอร์ซะส่วนใหญ่ มีการทำแลปมาผสมบ้าง เริ่มรู้สึกสนุกกับชีวิตมหาวิทยาลัย มากกว่าการเรียนซะอีก มีกลุ่มเพื่อนที่คอยช่วยกันเรียน แน่นอนพากันเที่ยว ทั้งต่างจังหวัด ต่างประเทศ แต่ที่ชอบสุด คือเที่ยวกลางคืน (เพื่อนไม่ทิ้งกัน) ต่อให้จะเมา/เละแค่ไหน [อย่าคิดมาก ก็มันเป็นชีวิตวัยรุ่นอายุใกล้ 20 ปี เป็นกันทุกคนแหละ] ตอนไปเที่ยวกลางคืน พ่อแม่ไม่รู้เพราะเราจะนอนหอพักกัน กลับมานอนที่บ้านพ่อแม่ก็คิดว่าเราคงเรียนหนัก 555 แต่เราภูมิใจที่ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง ก็คงเพราะโชคดี  ฉันก็เรียนๆไป เพราะมันก็เหมือนตอนมัธยม สอบผ่านเอาเกรดดีๆ แย่งกันตามภาษาเด็กเรียน  พอได้คะแนนน้อยก็เครียดกัน (มาคิดอีกที เครียด ทำไมนะ ไม่เห็นเรื่องใหญ่ สรุปเป็นตามช่วงวัย)

ของจริงเริ่มมาละ เมื่อเริ่มต้นการเรียนปีที่ 4
บ้านไม่ได้กลับเลย ไม่ได้เที่ยวกลางคืนละ ไปไม่ไหว ต้องอยู่เวรกลางคืนมากขึ้น ต้องเตรียมพรีเซนต์อาจารย์มากมาย เริ่มถูกเรียนว่า "น้องหมอ" โอ๊ะ มันดีเนอะ เจ๋งๆๆ รู้สึกว่าเริ่มไปคุยกับคนไข้และญาติ โดยอาศัยการเรียนแบบอาจารย์และพี่ๆหมอ 
เริ่มมีจังหวะจะโคนดีขึ้นนะเนี่ย (เข้าข้างตัวเอง)  การเรียนมันเหนื่อยนะ แต่มันไม่ใช่เลคเชอร์อีกแล้ว มันเป็นศิลปะจริงๆ และมันเป็นการเห็นชีวิตของคนอื่นในช่วงที่ลำบาก เราโชคดีที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่มันต้องเกิดขึ้นในชีวิตของทุกคนก่อนล่วงหน้า เราจึงนิ่งขึ้นเรื่อยๆ คนไข้หลายๆคนอาจคิดว่าบางทีทำไมหมอดูเหมือนไม่มีความรู้สึกกับอาการป่วยของเขา/ญาติของเขา ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้สึก แต่...

การเรียนปีที่ 6 
ปีสุดท้ายแล้วเหรอ ยังทำอะไรไม่เป็นเลยจริงๆนะ แต่ต้องเป็นแล้วเดี๋ยวนี้ เมื่อออกได้ไปฝึกงานที่รพ.ต่างจังหวัด ฉันไปฝึกงานที่สุรินทร์ 1 เดือน มันมีความสุขมากตรงที่ คนไข้มากเหลือเกินที่รอความช่วยเหลือจากเรา แต่!!! เรารักษาได้จริงๆแล้วใช่ไหม ไม่สิ!!! เราต้องรักษาเป็นวันนี้ละ เพราะเค้านั่งอยู่ตรงหน้าเรา แม้เราจะเป็นนักเรียน ยังมีอาจารย์ดูอยู่ แต่ข้อมูลต่างๆจากคนไข้ และความรับผิดชอบในการติดตาม ตกอยู่กับเราเต็มๆ มันเป็นช่วงที่ฝึกเด็กกะโปโล งงๆ ให้ต้องเป็นผู้ใหญ่ แบบที่ต้องรับผิดชอบผู้ใหญ่ให้ได้ มันโหด หรือ มันท้าทายกันแน่นะ

ในช่วงเวลานั้น สำหรับฉัน มันสนุกกกกกมาก จนกระทั่งมีวันหนึ่งมีคนไข้ หัวใจหยุดเต้น สามคนพร้อมกัน (เรื่องจริง ไม่ได้อิงนิยาย) เอาละสิ จะช่วยใครก่อนดี ไม่ได้ต้องพร้อมกัน ทุกคนจึงได้รับการช่วยปั๊มหัวใจโดยพี่พยาบาล ส่วนฉันต้องเป็นคนตัดสินใจการรักษาต่อไปในแต่ละคน(ซึ่งในตอนนั้นได้เตรียมตัวอ่านและซ้อมมาอย่างดีแล้ว) แต่ด้วยความที่คนไข้อาการหนัก ทุกคนจึงเสียชีวิตในขณะที่กำลังช่วย  เป็นไงหล่ะ เด็กอายุ 23 ปีเศษ เจอแบบนี้ แถมญาติยังสะบัดมือใส่ตอนไปบอกข่าวร้ายแล้วพยายามจับแขนญาติในลักษณะปลอบ  ฉันวิ่งเข้าไปในห้องแล้วร้องไห้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ภาระมันหนักขนาดนี้ ร้องอยู่ซัก10 นาที เอ๊ะ! แล้วเราจะนั่งอยู่ตรงนี้อีกนานมะ ยังเหลืออีก 50 ชีวิตที่ยังไม่ได้ไปดู พอคิดได้ น้ำตาก็แห้งพอดี เดินออกมา ญาติที่สะบัดมือเราคนนั้น เดินมาแล้วยกมือไหว้ขอบคุณที่พยายามเต็มที่แล้วและขอโทษเพราะตอนนั้นควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ความรู้สึกดีตอนนั้นมันบรรยายไม่ถูกจริงๆ   และนี่คือเหตุผลของฉัน ว่าประสบการณ์ที่เจอกับตัวทุกๆวัน มันทำให้เรานิ่ง จนความรู้สึกเศร้าและเสียใจมันจางไปเองตามกาลเวลา

ฉันเรียนจบเหมือนๆเพื่อนๆทุกคน ถึงเวลาต้องแยกย้ายไปตามต่างๆจังหวัดต่างๆ มันคงเป็นจุดเปลี่ยนอีกแล้วสินะ ที่เกิดขึ้นใน 1 ปี ต้องไปในที่ที่ไกลบ้าน สุดท้ายฉันเลือกเส้นทางจับฉลากไปใช้ทุน ด้วยเหตุผลที่ว่า อยากลอง และมันต้องดี สามปีเลยนะ(ฉันเลือกเอง) ได้เรียนรู้การเติบโต ทั้งภายในใจ และภายนอก เราได้รับตำแหน่งที่ต้องดูคนแลคนในรพ. ตำแหน่งที่ต้องประสานงานกับคนหลากหลายอาชีพในรพ.เดียวกัน และการเรียนรู้การอยู่รอด เอ๊ะ ในรร.แพทย์สอนให้เราแค่การรักษานี่หน่า มันจึงต้องมาปรับตัวกันข้างนอกอีกแล้ว  เรื่องราวระหว่างนี้ฉันขอข้ามผ่าน เพราะอยากพูดถึงปัจจุบันโดยเร็ว เมื่อความจริง ความสุข ความทุกข์ เริ่มเกิดขึ้นเมื่อ เข้ากรุงเทพอีกครั้ง “ต้องเป็นผู้ใหญ่แล้วสินะ”

เมื่อฉันเลือกทางเดินหลังเรียนใช้ทุนสามปีครบ  Internal Medicine [อายุรกรรม] 
มีความคิดว่าอยากเรียน อายุรกรรม [สั้นๆว่า หมอเมด/medicine] ตั้งแต่นักเรียนปี4 ที่ตึกเก่ายังไม่ถูกทุบจนตอนนี้มันหายไปแล้วกลายเป็นตึกใหม่ทันสมัยจนจำเค้าโครงเดิมไม่ได้ ตั้งแต่ยังตื่นเต้นกับการเจาะเลือดต่างๆ, การใส่สายปัสสาวะ จนแบ่งเวรมาตอนตีห้าเพื่อมาขอพี่พยาบาล ฝึกเจาะเลือด(จริงๆมาครั้งเดียว เลิก) สิ่งที่ตื่นเต้นมากคือได้ช่วยปั๊มหัวใจคนไข้ พอมาเรียนปีหก ยิ่งชอบมาก พี่ๆหมอสั่งให้ทำอะไรทำหมด บ้าพลังมาก เริ่มมีการสอนน้องๆ ปีสี่ทำหัตถการได้ เพราะการเรียนหมอมันเป็นวัฒนธรรม พี่สอนน้องอยู่แล้วโดยสายเลือด และช่วยกันดูแลคนไข้เป็นทีม


เริ่มจะจำแนวทางการช่วยเหลือแบบฉุกเฉินเป็น สนุกมากถ้าวันไหนได้ใส่ท่อช่วยหายใจ หรือ ช่วยคนไข้แล้วเค้ารอด โดยเฉพาะห้องฉุกเฉิน  ต้องไปฝึกที่รพ.ต่างจังหวัดบ่อยๆ เช่น ไปสุรินทร์ กลางวันอยู่ในตึก เย็นอยู่ห้องฉุกเฉิน กลางคืนขอเข้าห้องผ่าตัด พอได้ไปจันทบุรี ทำคลอดวันละ 5 ด้วยตัวเอง จนตัวเหม็นน้ำคร่ำมาก ยังจำกลิ่นได้ กลับมาบ้านบอกแม่ว่า แม่คงเจ็บมากสินะ เวลาคลอดเรา เพราะได้เห็นเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับแม่ 
ผ่านมาในช่วงเป็นแพทย์ใช้ทุนต่างจังหวัด  คิดว่าmedicine น่าจะดีสุด พอเป็น staff [หลังเรียนจบ] คงรับแต่โทรศัพท์แล้วสั่งแพทย์รุ่นน้องอีกที  ไม่น่าจะเหนื่อยมาก  เริ่มมีความอิ่มตัวกับความรู้สึกตื่นเต้นที่มีต่อการรักษาที่ผ่านมา (คงชินและทำบ่อย) เคยอยากเป็นหมอผ่าตัด แต่เพราะเคยเข้าห้องผ่าตัดติดๆกันแล้วเป็นลมแบบอยู่หลายครั้ง จนคิดว่าเราไม่อึดพอในด้านสรีระ 

เมื่อกลับมากรุงเทพหลังใช้ทุนเสร็จ เป็นแพทย์ประจำบ้าน ซึ่งต้องเรียน สามปี (จริงๆ ก็คือการทำงาน หนัก ขึ้น นั่นแหละ เพื่อให้มีทักษะและความรู้) หลายคนอาจคิดว่าเมื่อไหร่หมอจะเรียนจบ แต่จริงๆ เราไม่เคยมีวันเรียนจบนะถ้ายังทำอาชีพนี้อยู่เพราะทุกวันมันมีเรื่องราวๆใหม่ที่ต้องรู้ตลอด

แพทย์ประจำบ้านปีที่ 1 ต้นปี เพิ่งกลับมาจากบ้านนอก ไฟแรงแต่ความรู้ลดลง โดยเฉพาะเรื่องเฉพาะทางของแต่ละโรค น้องๆพี่ๆที่อยู่ในนี้ทำไมเก่งจัง ถามอะไรตอบได้ จนเราเครียด มีกิจกรรมวิชาการมากมายในแต่ละวัน ไหนจะคนไข้ที่ต้องดูแลละเอียดมากๆๆๆ เพราะเป็นสายงานที่เน้นเรื่องของความละเอียด การที่ห่างหายไปสามปีช่วงอยู่ต่างจังหวัด มีผลมากทำให้ขาดช่วง  เลยมึนมาก เหนื่อยง่ายในช่วงแรกๆ จนท้อ การอยู่เวร ภาวนาว่าขอให้คนไข้สงบสุขดี มีคนไข้น้อยๆที่มานอนรพ.ตอนกลางคืน ขอให้คนไข้ที่ หนักๆดีเร็วด้วยนะ (ตอนเป็นเด็กไม่เคยมีความคิดนี้ 555)
พอมากลางปี เริ่มเฉื่อยๆ แรงหมด จนปลายปี แทบอยากลาออก10กว่ารอบ เสียน้ำตาไปมากมาย ตรูมาทำไรที่นี่ มันเป็นการเรียนที่เหนื่อยมาก เหนื่อยกว่าการเรียนจบหมอหกปีอีก (รึเราแก่) ไม่หรอก อาจเป็นเพราะเราอยากทำอย่างอื่นๆในชีวิตมากขึ้นไม่เหมือนตอนเด็กๆที่เรียนอย่างเดียว แต่พอมาเรียนแล้ว กลับไม่มีเวลาทำในสิ่งที่เคยเป็นเหมือนตอนช่วงใช้ทุน

แต่พอมองกลับไป ตอนที่ฮึดสู้  เห้ย!!!! เรามี การพัฒนาความคิดดีขึ้นมากโดยที่เราไม่รู้ตัว  เราเริ่มจับประเด็นได้ในด้านวิชาการ เราเริ่มวางแผนชีวิตให้สอดคล้องกับบริบทที่เราเป็นอยู่ได้  และในที่สุดก็ถึงวัยที่ครอบครัวเราเริ่มมีคนป่วย แล้วเราสามารถหาทางช่วยเหลือได้เป็นอย่างดี เพราะเราเรียนอยู่นี่ไง เรามีความสุขหวะ มันใช่ เรารักเส้นทางนี้ และมันทำให้เรามีความเข้าใจหัวอกญาติทันที จนในบางครั้งบางขณะก็รู้สึกผิดในใจ ที่หลายครั้งเคยไม่เข้าใจญาติคนไข้ในทีแรก

ดังนั้นเราต้องอดทนไปให้ถึง จากที่เคยมี คะแนนซ้อมสอบตก จนสอบผ่าน โหมันสุดยอดมาก หลังสอบผ่าน เออ เรามีความรู้เป็นหลักแหล่งและถูกต้องมาก  จนปีสุดท้าย แพทย์ประจำบ้านปีที่ 3 เห้ย ต้องแก่มากสินะ (ตอนเป็นเด็กๆ คิดกับพี่ๆแบบนี้ตลอด) เป็นปีสุดท้ายต้องมีความรับผิดชอบทั้งรักษาและการฝึกการบริหารพอ ความรู้ก็ต้องมีตลอด (เอาเวลาตอนไหนเนี่ย)  จำได้ว่าพี่สอนอะไรตอนเป็นเด็กเก็บมาใช้จนทุกวันนี้ จนตอนนี้ต้องระวังมากเรื่องการสอนน้องๆ ต้องมั่นใจว่าไม่พ่นพิษ(ข้อมูลเพี้ยน/ผิด) โดยที่พอเราได้เห็นน้องๆปีสี่และปีหก คิดถึงตัวเองตอนต้นที่ได้เล่ามามาก พี่ๆแพทย์ประจำบ้านทุกคนในตอนนั้น ถือว่าเป็น idol มาก จนถึงตอนนี้พยายามทำทุกอย่างให้เป็นแบบที่ดี เหมือนที่พี่ๆของเราเป็นมามันคือการคิดและใช้ชีวิตที่ละเอียดมากขึ้นจริงๆ 

เวลาการทำงานแน่นอนต้องเจอกับความหงุดหงิดของการทำงาน แต่มันจะผ่านไปได้ เพราะอะไร ก็เพราะ 
1.ยุ่งจนไม่มีเวลาโกรธ/หงุดหงิด พอว่างเออมันหายโกรธได้หวะ
2.ไม่มีใครตั้งใจทำผิดพลาดให้เราต้องหงุดหงิดหรอก ทุกคนพยายามทำเต็มที่แล้ว พอคิดได้เช่นนี้ก็มีความสุข 

ตอนที่มีการอยู่เวรกลางคืน ณ เวลานี้ (เป็นหมอมา 6 ปี หลังเรียนจบ) ขอให้ได้นอนด้วยเถิด เวรที่เยินๆขอให้เป็นเวรคนอื่นละกัน ขอให้คนไข้น้อยๆ ขอให้ทุกคนสุขภาพดี มันคือความคิดปัจจุบันของฉัน ย้อนแย้งตามกาลเวลา ประสบการณ์ หรือตามวัยที่เพิ่มขึ้นกันแน่ คงทั้งหมดรวมๆกัน

สุดท้ายทุกวันนี้ได้ตกผลึกว่า
1.ไม่ว่าเรียนสูงแค่ไหน เราก็ยังต้องพัฒนาตัวเองต่อไป เพราะอาชีพเราคือความรับผิดชอบขั้นสูงสุด (จะหาว่าเราเรียนไม่จบก็ว่าได้ ก็เป็นเพราะเราไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย และเราก็หวังที่จะทำให้ดีที่สุดในทุกๆครั้ง
2.ทุกคนมีช่วงเวลาท้อแท้ของชีวิตเสมอและบ่อยๆมากเวลาที่เป็นมักช่วงเดียวกัน และอาชีพนี้ก็เหมือนทุกอาชีพ แต่ก็คิดได้ว่าแล้วมันก็จะผ่านไปเหมือนทุกครั้ง อุปสรรคชนมันให้พัง โดยเฉพาะเวลามันหนัก/เกิดขึ้นหลายๆสิ่งพร้อมกัน
3.พ่อแม่เริ่มแก่ เราต้องมีเวลาให้เสมอ เวลาจึงขึ้นกับการจัดลำดับความสำคัญ ทุกคนมีเวลาเท่ากัน “ คำว่าไม่มีเวลา อย่าพูด”
4.เอาเวลาวิจารณ์/บ่นคนอื่น/หาคำแก้ตัว ไปให้ข้อ3.น่าจะดีกว่า

"เราทุกคนต่างเป็นแรงผลักดันและกำลังใจให้แก่กัน
เพราะฉะนั้น ทุกคนจึงสำคัญด้วยกันเสมอในทุกๆช่วงของเวลา"


การที่เขียนนี้ก็เพราะฉัน รู้สึกจริงๆ  

ไม่มีความจำเป็นต้องอวด(เก่ง) ในวิชาชีพนี้
สำคัญที่ชั่วโมงบินและการฝึกบินอย่างต่อเนื่องเป็นพอ

หมอที่รักและเคารพในอาชีพ

Credit  สมาชิกหมายเลข 3954496

abac