วันที่ 27 มิถุนายน 2560

คิดให้ดีก่อนเลือกเรียนพยาบาล เงินน้อย-งานหนัก-กะดึก แถมลงมติไม่บรรจุ

 

        กำลังเป็นประเด็นอ่อนไหวอย่างหนักในวงการสาธารณสุขไทย หลัง ครม. "บิ๊กตู่" มีมติไม่บรรจุพยาบาลลูกจ้างชั่วคราวของรัฐนับหมื่นอัตรา เกิดกระแสค้านเต็มโลกออนไลน์ ส่วนใหญ่น้อยใจ "อยู่นอกสายตา" เรียนแทบตายแต่ถูกมองข้าม แถมทำงานสายตัวแทบขาด ค่าตอบแทนกลับน้อยนิด ไม่แปลกที่จะมีเสียงบ่นจากนางพยาบาลออกมาเป็นระยะๆ เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่รู้สึกเหมือนถูกเหยียบย่ำทำลายความหวัง
       

        ดรามา! สะเทือนวงการ "พยาบาล"
       
       "...ทำงานเป็นพยาบาลโรงพยาบาลรัฐมาได้ปีกว่า งานเหนื่อย เงินน้อย ไม่ได้บรรจุ ต้องควงเวร เช้าดึกต่อบ่ายต่อเช้าแถมลาป่วยก็ไม่ได้..." เป็นความในใจของนางพยาบาลวิชาชีพที่เคยตั้งกระทู้ระบายในเว็บบอร์ดชื่อดัง เพราะรู้สึกเบื่อการทำงานที่อยู่นอกสายตารัฐบาลมาโดยตลอด ต้องผ่านการทำงานหนักสายตัวแทบขาด บรรจุก็ไม่ได้บรรจุ สุดท้ายตัดสินใจลาออก และมองหาที่ทำงานใหม่ในโรงพยาบาลเอกชน
       
       เช่นเดียวกับหลายๆ คนที่เข้ามาบ่นระนาวกับระบบการทำงานในวิชาชีพ "นางพยาบาล" พร้อมกับอาการน้อยเนื้อต่ำใจที่ผู้ใหญ่ไม่ค่อยให้การเหลียวแล
       
       ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) ของ "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" มีมติไม่บรรจุพยาบาลลูกจ้างชั่วคราวของรัฐ 10,992 อัตรา โดยให้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) นำตำแหน่งว่างที่มีอยู่และตำแหน่งที่จะว่างในอนาคตมาบริหารจัดการแทน อนุมัติเพียงการเพิ่มอัตราข้าราชการพยาบาลวิชาชีพ 450 อัตรา เพื่อบรรจุโครงการผลิตพยาบาลเพื่อจังหวัดชายแดน ให้ รพ.สต. พื้นที่ชายแดน ส่งผลให้กลุ่มพยาบาลบางส่วนไม่พอใจ ชวนกันแสดงพลัง ลาออกหลัง 30 ก.ย. 60 พร้อมระบุว่า "ไม่เห็นความสำคัญของพยาบาลเท่ากับทิ้งประชาชน"
       
      
       
        ชีวิตรันทดไม่พอหรือคะ..ลุงตู่?
       
       แม้เพจดังจะออกมาแสดงความเสียใจ และให้ทางออก หากพยาบาลท่านใดรอไม่ไหว "โรงพยาบาลเอกชน" ยังเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าใจ ทว่า กระแสต้านก็ยังมีออกมาอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะกลุ่มพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่หลายคนออกมาเปลี่ยนรูปโปรไฟล์ในสื่อโซเชียลฯ เป็นรูปโบสีดำ และข้อความ "คืนความสุขให้พยาบาล" และ "ไม่บรรจุลาออกยกกระทรวง 30 กันยายน 2560"
       

        เรื่องนี้ นางพยาบาลรุ่นใหม่วัย 25 ปีให้ความเห็นผ่านทีมข่าวผู้จัดการ Live ว่า พยาบาลเรียนหนัก และงานหนักจริง โดยเฉพาะในโรงพยาบาลรัฐบาลที่หัวหมุนกันไปหมด แต่ก็น่าน้อยใจว่าทำไมถึงอยู่นอกสายตารัฐบาลมาโดยตลอด ทั้งค่าตอบแทน และสวัสดิการ ยิ่งมีมติไม่บรรจุพยาบาลลูกจ้างชั่วคราวของรัฐนับหมื่นคนออกมาก็ยิ่งเห็นใจพยาบาล
       
       "ส่วนตัวเคยฝึกงานที่โรงพยาบาลรัฐบาล บอกตรงๆ ว่ามันทั้งแออัด งานหนัก เช้าบ่ายต่อกะบ่ายดึก แถมเงินก็น้อย หรือสวัสดิการก็ได้ไม่มาก โดยตอนแรกก็มีทะเลาะกับที่บ้านค่ะ เพราะคุณพ่ออยากให้เป็นพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐบาล เพราะมองถึงข้อดีของการได้บรรจุ แต่สุดท้ายก็เลือกโรงพยาบาลเอกชน เพราะสบายใจกว่า" นางพยาบาลรุ่นใหม่ให้มุมมอง
       
       นอกจากนั้น ยังแสดงความเห็นต่อกรณีข่าวที่เกิดขึ้น "มันไม่ค่อยยุติธรรมกับพยาบาลเท่าไรค่ะ" เธอบอกด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ "เราทำงานเหนื่อย เราทำงานด้วยใจก็จริง แต่พอมีข่าวแบบนี้มันก็เสียความรู้สึกเหมือนกันนะคะ รู้สึกเหมือนไม่เห็นค่าของอาชีพนี้กันเลยหรือ เพราะหลายคนเรียนหนัก เรียนเครียดก็อยากบรรจุเป็นข้าราชการเพื่อหวังว่าพ่อแม่จะสบาย หรือพอเกษียณก็ได้บำเน็จบำนาญ" ก่อนจะทิ้งท้าย และฝากไปถึงรัฐบาลชุดนี้ 
       
เงินน้อย-งานหนัก-กะดึก แถมลงมติไม่บรรจุ ชีวิตพยาบาล รันทดไม่พอหรือคะ..ลุงตู่?       
       
        "พยาบาลเป็นอาชีพที่น่าสงสารนะคะ ทั้งหมอ ทั้งญาติก็มาลงที่พยาบาล ไหนจะต้องประสานงานโน่นนี่นั่น แต่ผลตอบแทนที่ได้มันไม่คุ้มกันเลยค่ะ โดยเฉพาะในโรงพยาบาลรัฐ ส่วนที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็ได้แต่ให้กำลังใจสู้ต่อไป เพราะอาชีพเราคือความหวังของประชาชน"
       
       น่าห่วง! หวั่นกระทบรพ.ต่างจังหวัด
       
       อีกหนึ่งความเห็นจากนางพยาบาลวิชาชีพวัย 26 ปี ซึ่งทำงานในโรงพยาบาลรัฐบาลแห่งหนึ่ง (เขตปริมณฑล) แม้มติครม.ในครั้งนี้จะไม่กระทบกับเธอโดยตรง เพราะได้บรรจุเป็นข้าราชการเรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่ภาครัฐต้องพิจารณากันให้ดีๆ ก็คือ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับโรงพยาบาลต่างจังหวัด
       
       "ส่วนตัวมองว่าโรงพยาบาลในต่างจังหวัดอาจได้รับผลกระทบมากขึ้น เพราะทั้งหมอ และพยาบาลจะลดน้อยลง ผู้ป่วยก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย เมื่อหมอ หรือพยาบาลไม่เพียงพอก็ต้องเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายเดินทางมารักษาในเมือง ซึ่งมันอาจสร้างความลำบากตรงนี้" นางพยาบาลรายนี้ให้ความเห็น ก่อนจะเผยตามตรงว่า พยาบาลเป็นอาชีพที่เหนื่อย มีภาระหน้าที่ต้องทำหลายอย่าง ไม่แปลกที่บางคนจะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ เพราะความเครียด ความกดดันรุมเร้า รวมไปถึงปัญหาเรื่องการนอนที่ต้องเข้าเวรผลัดต่อเนื่องมากกว่า 10 ชั่วโมงต่อวัน
       

        สอดรับกับผลวิจัยคุณภาพชีวิตพยาบาลทั่วประเทศ (18,765 คน) ที่เคยมีการสำรวจเมื่อปี 2558 พบว่า มากกว่าครึ่งมีความเครียด โดย 45.5% มีความเครียดจากการทำงานระดับสูง ซึ่ง 1 ใน 3 มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ และ 8-10% เคยใช้ยานอนหลับ ปัจจัยเสี่ยงคือ การทำงานเป็นเวรผลัดต่อเนื่องมากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งความเครียดส่งผลต่อการบาดเจ็บ เช่น ถูกเข็มทิ่มตำ การบาดเจ็บจากของมีคม และเจ็บป่วยด้วยโรคกระดูกและกล้ามเนื้อ
       
     
       ส่วนดัชนีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของพยาบาล พบว่า อยู่ที่ 0.75 ต่ำกว่าผู้หญิงไทยในอาชีพอื่นซึ่งอยู่ที่ 0.95 โดยพยาบาลอายุน้อยจะมีคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพต่ำกว่าระดับอาวุโส ซึ่งสัมพันธ์กับความมั่นคงในการทำงาน ส่งผลให้มีการลาออกหรือเปลี่ยนอาชีพ เฉลี่ยอายุการทำงานในวิชาชีพเพียง 22.5 ปี
       
       "ถ้าภาครัฐให้ความสำคัญกับสวัสดิการในวิชาชีพนี้ขึ้นมาอีกหน่อย ส่วนตัวมองว่าคุณภาพชีวิตก็จะดีขึ้น คนก็อยากเข้ามาทำงานตรงนี้มากขึ้น ซึ่งถ้าคนเพียงพอก็จะช่วยแบ่งเบาภาระกันได้บ้าง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีคนไข้เข้ามามาก แถมยังหาเวลาไปออกกำลังกายเพื่อสุขภาพได้ด้วย"
       
       ทุกวันนี้ ถามว่าชีวิตเปลี่ยนหรือไม่หลังจากได้บรรจุเป็นข้าราชการ "ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากค่ะ" เธอบอก "แค่รัฐบาลเข้ามาดูแลสุขภาพของครอบครัวเพิ่มขึ้นเท่านั้น ส่วนคนที่ได้รับผลกระทบ ตรงนี้ก็มีค่ะ ทั้งคนที่มองหาความมั่นคง หรือเด็กที่กำลังมุ่งเรียนสายนี้ อาจจะมองว่า ไม่ได้รับความมั่นคงจากอาชีพตรงนี้หรือเปล่า เหนื่อยไปหรือเปล่า สู้ไปทำงานอย่างอื่นดีกว่ามั้ย จากที่ขาดแคลนบุคลากรอยู่แล้วก็ยิ่งจะน้อยลงหรือเปล่า ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายรัฐบาลอาจจะต้องพิจารณาอีกที แต่ส่วนตัวไม่ได้ลุกฮือหรือต่อต้านอะไรขนาดนั้นค่ะ"
       


    
       
เคลียร์ข้อกังวล หลังมีมติไม่บรรจุ!
       
       ล่าสุด เจ้ากระทรวง "สาธารณสุข" ออกมาเน้นย้ำว่านายกรัฐมนตรีมีความเป็นห่วงพยาบาลมาก โดยเล็งตั้งคณะทำงานร่วมกับคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และคณะกรรมการกําหนดเป้าหมายและนโยบายกําลังคนภาครัฐ (คปร.) เพื่อทำความเข้าใจปัญหาขาดแคลนพยาบาลจริง ส่วนมติครม.นั้น อุปนายกสภาการพยาบาลคนที่ 2 บอกว่าสภาการพยาบาลคงต้องขอดูมติที่เป็นทางการก่อน เพราะที่ปรากฏเป็นข่าวก็เป็นเพียงข้อเสนอของ คปร.เท่านั้น
       
       "กรณีข้อกังวลไม่ให้ สธ. ขอเพิ่มอัตราข้าราชการตั้งใหม่ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพจนกว่าจะสิ้นสุดปีงบประมาณ 2568 ตรงนี้เป็นในส่วนของโครงการผลิตบุคลากรพยาบาลเพื่อพัฒนาสุขภาพประชาชนในจังหวัดชายแดนรวม 450 อัตราเป็นระยะเวลา 9 ปี คือ 2560-2568 ซึ่งไม่เกี่ยวกับการไม่อนุมัติกว่า 10,992 ตำแหน่งแต่อย่างใด ส่วนตำแหน่งว่างอีก 10,000 กว่าตำแหน่งในปี 2560 ของ สธ. หากบริหารจัดการได้ดีปีนี้พยาบาลอาจได้ถึงเกือบ 3,000 อัตรา" อุปนายกสภาการพยาบาลคนที่ 2 อธิบาย
       
       ขณะที่ รองปลัด สธ. "นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์" ระบุว่า การขออัตราตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพที่จะบรรจุเป็นข้าราชการเพิ่มอีก 10,992 ตำแหน่ง เป็นการคิดคำนวณ 3 ปี ตั้งแต่ปี 2561-2563 ซึ่งเมื่อมีการจัดสรรเรื่องตำแหน่งว่างต่างๆ แล้ว โดยเฉพาะก็น่าจะลดลงไม่มาก จะอยู่ที่ตัวเลข 9,000-10,000 ตำแหน่ง ในกรอบระยะเวลา 3 ปี เฉลี่ยปีละประมาณ 3 พันตำแหน่ง โดยเป็นตัวเลขที่คิดคำนวณแล้วว่า หากได้จำนวนนี้ในแต่ละปี จะสามารถแก้ปัญหาพยาบาลวิชาชีพไม่เพียงพอในระบบได้ และในปี 2564 ก็อาจไม่ต้องขอตำแหน่งในส่วนนี้เพิ่มเติมอีก
       
       
สุดท้ายแล้ว บทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรคงต้องติดตาม และใช้สติกันให้มากๆ ซึ่งต้องมองผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับประชาชนเป็นหลักด้วย

Credit  manager

abac