วันที่ 26 พฤษภาคม 2560

เจาะชีวิต เมฆ เกรียงไกร จากเด็กเรียนแย่ที่สุด สู่หัวเรือใหญ่ บริษัทครีเอทีฟระดับโลก

เจาะชีวิต เมฆ เกรียงไกร จากเด็กเรียนแย่ที่สุด สู่หัวเรือใหญ่ บริษัทครีเอทีฟระดับโลก

เจาะชีวิต เมฆ เกรียงไกร จากเด็กเรียนแย่ที่สุด สู่หัวเรือใหญ่ บริษัทครีเอทีฟระดับโลก

หากคุณค้นหาสิ่งที่ชอบเจอยิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี  เพราะนั่นหมายความว่าคุณอาจจะไปถึงจุดหมายได้เร็วกว่าคนอื่น  สำหรับ เมฆ เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้ง บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) เขารู้ตัวว่า  ชอบใช้ความคิดสร้างสรรค์  ชอบความแตกต่าง  เขาจึงค่อยๆ เดินตามฝันจนประสบความสำเร็จบนสายงานที่ตัวเองรัก  แม้ว่าในวันวานเขาจะเป็นเด็กเรียนแย่ที่สุดในห้องก็ตาม

เรียนมัธยมสอบเกือบตกทุกปี

ถึงแม้จะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้บริหารหัวครีเอทีฟ  แต่เมื่อย้อนไปเมื่อครั้งเรียนมัธยม ใครจะทราบว่าเขาสอบได้ที่โหล่เกือบทุกปี เรียนแย่ถึงขึ้นอาจารย์พาไปทดสอบระดับไอคิวมาแล้ว

คุณเมฆเล่าว่า ตั้งแต่ ม.1 ถึง ม.6 เรียนที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ มาตลอด และครองตำแหน่งเรียนแย่ที่สุดเรื่อยมา จนมาค้นพบคำตอบภายหลังว่า อาจจะเป็นเพราะวิชาที่เรียนในขณะนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ชอบ และไม่ได้สนใจ เช่น จะต้องเรียนประวัติศาสตร์  ต้องเรียนสังคม  ซึ่งเขาก็คิดว่าวิชาพวกนี้มันไม่สนุก เพราะ เขาชอบวิชาที่ต้องวิเคราะห์และใช้ความคิดสร้างสรรค์มากกว่า

“ถ้าให้วาดรูปจรวจมาหนึ่งรูป ทุกคนก็จะวาดจรวจทรงสูงๆ แล้วก็บินไป เราเป็นคนที่จะวาดจากท้ายเป็นปล่องขึ้นไป แล้วคะแนนมันจะน้อย อาจารย์บอกว่าจรวจทำไมเป็นแบบนี้ คือมุมมอง วิธีคิดเราไม่ค่อยเหมือนคนอื่น”

 ครั้งเข้าเรียนต่อมหาวิทยาลัย ใจจริงอยากเรียนตามความฝัน คือ นิเทศศาสตร์ แต่เมื่อมองความเป็นไปได้เขาเลือกเรียนรัฐศาสตร์

“ตอนเรียนที่สาธิตฯ อยู่ห้องที่เรียนแย่ที่สุด ในห้องนี้ไม่เคยมีใครเคยเอ็นทรานซ์ติดเลยแม้แค่คนเดียว วันดีคืนดีก็คิดเองว่าอยากเอ็นฯติด ก็มานั่งคิด จากคนไม่เคยเรียนมาเลย  มันไม่มีวิธีฟื้นความรู้ขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นในเวลา 1 ถึง 2 ปีนี้ ขอทุ่มเทกับวิชาที่ใช้ความจำเป็นหลัก จนสุดท้ายก็สอบติดซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของโรงเรียนว่าห้องนี้สามารถสอบติดได้”

ตามฝันครั้งแรกในวงการเอเยนซี่โฆษณา

ตอนเรียนไม่ได้ทำตามฝันอย่างที่ตั้งใจไว้  ครั้นพอคว้าใบปริญญามาได้จึงมุ่งไปหาสิ่งที่ชอบ คุณเมฆเล่าว่า เมื่อจบการศึกษาไปสมัครงานเอเจนซี่โฆษณา  เริ่มจากเอเจนซี่เล็กๆ ช่วงนั้นมีปัญหาเศรษฐกิจ บริษัทลดจำนวนพนักงานให้คนออก  พนักงานที่อยู่ต้องทำงานหลากหลาย ซึ่งถือเป็นโอกาสดีสำหรับเขา ทำให้ได้เรียนรู้การทำงานเกือบทุกอย่าง ประกอบกับเป็นคนชอบเรียนรู้จึงทำหน้าที่ทุกอย่างในบริษัท  ไม่ว่าจะเป็น Copy Writer, AE, ติดป้ายที่ห้างฯ แถมวันดีคืนดียังต้องเป็นพนักงานส่งเอกสารอีกด้วย

ต่อมา คุณเมฆได้รับโอกาสจากบริษัทชั้นนำอย่าง เจเอสแอล (JSL) รับหน้าที่เป็น ครีเอทีฟ โปรดิวเซอร์ ดูแลงานคอนเสิร์ต  ข่าว  รายการเกมโชว์จนมาถึงงานละคร  แต่เขารู้สึกว่า งานเริ่มไม่ค่อยสนุกจึงลาออก

“เราหิวที่จะเรียนรู้ทุกอย่างในโลกนี้  มันสนุกหมดเลย  วันหยุดไม่ได้หยุด  เราจะไปดูที่ที่มีอัดรายการไปขอเข้าไปดูว่า เขาทำงานยังไง ตอนกลางคืนก็ไปดูว่าเขาตัดต่อกันยังไง มันเหมือนตอนเรียน ที่ขยันมากกว่าก็จะได้อะไรมากกว่า  เราเริ่มนับศูนย์ เราไม่ได้อยากแข่งนะ แต่เรารู้น้อยกว่าเขา กลัวโง่ เราเลยหาความรู้ ซึ่งตรงนี้น่าจะเป็นคุณสมบัติที่ทำให้มีวันนี้ได้”

ถึงเวลาก่อร่างสร้างบริษัทของตัวเอง

เมื่อได้ลองทำงานหลากหลายทำให้ค้นพบตัวเองว่าจริงๆ แล้วเขารักงานอะไร และอยากทำงานประเภทไหนไปตลอดชีวิต  บริษัท อินเด็กซ์ โปรโมชั่น กรุ๊ป จึงเกิดขึ้นในปี 2533 และเหมือนกับว่าบริษัทมาในช่วงจังหวะที่ประเทศไทยต้องการพอดี  ทำให้อินเด็กซ์ เติบโตอย่างรวดเร็ว

“ ปีแรก 20 ล้าน ปีที่สอง 100 ล้านแล้ว  เร็วมาก แต่ความยาก คือ ไม่มีอะไรรองรับ ข้อจำกัดมีเต็มไม่หมด ไม่มีบริษัทฉาก  บริษัทแสงมีน้อยมาก  บริษัทเสียงน้อยมาก  บางวันทาสีกันจนหยดสุดท้าย  แต่มันทำให้เรามีความรู้แน่นมาก  ทำให้เรารู้ว่าอะไรจะเป็นปัญหา  ในงานมีวิดีโอ  เราเขียนสคริปเอง เรารู้หมดแล้ว ว่าต้องทำยังไง ตัดต่อกลางคืน กลางวันทำงานต่อได้”

สร้างมิติใหม่ของการตลาด

ยุคก่อนหากพูดถึงโฆษณาสินค้าจะมีเพียงแค่กิจกรรมเพื่อส่งเสริมการขาย  อาจมีดึงดารามาโชว์ตัวเพื่อขายสินค้า  แต่อินเด็กซ์ สามารถสร้าง “สาวเชค” ให้โด่งดังและกลายเป็นกิจกรรมเพื่อส่งเสริมแบรนด์ โดยใช้โฆษณาไม่กี่นาที บอกเล่าวิธีการใช้สินค้าที่ถูกต้อง

“เนสกาแฟต้องการขายกาแฟในหน้าร้อนให้ได้มากที่สุด  ปกติหน้าร้อนคนจะกินอะไรร้อนๆ น้อยลง  และฝรั่งบอกเราว่า กาแฟต้องกินร้อนห้ามกินเย็น  เพราะฉะนั้น เนสกาแฟต้องสร้างการรับรู้ใหม่  เพราะขายมาแล้ว 2 ปี ลูกค้าเอากระป๋องเชคไปใส่น้ำอย่างอื่นแทน”

นอกจากนี้ในปี 2547 อินเด็กซ์ยังสร้างแคมเปญการตลาด "กระทิงแดง คนกล้า..ท้ามฤตยู” จนสามารถคว้ารางวัลสุดยอดอีเวนท์การตลาดจากเวที “Gala Awards 2005” ได้อีกด้วย

ความยากของงานขายความคิด

ถึงแม้ว่าจะประสบความสำเร็จตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท  แต่ต้องยอมรับว่างานขายไอเดียเป็นเรื่องที่ยากเพราะต้องอาศัยความน่าเชื่อถือและประสบการณ์เป็นหลัก

“สิ่งสำคัญคือ เขายอมรับเราหรือเปล่า   ความคิดของเรา เขาสามารถนำไปต่อยอดได้หรือเปล่า   เพราะฉะนั้นเราจะทำยังไงให้เขายอมรับในทุกๆไอเดียของเรา  พูดเรื่องเดียวกันออกจากปากอีกคนอาจจะไม่เหมือนกัน”

สำหรับทุกคนที่อยากประสบความสำเร็จในสายงาน

หากคุณทำได้มากกว่าคนอื่น  พยายามให้มากกว่า คนอื่น  โอกาสที่จะประสบความสำเร็จก็มีมากขึ้นเช่นกัน

“ทุกคนที่สำเร็จมันชอบ  มันมีศรัทราแรงกล้า มันเลยสำเร็จ  ถ้ามันลังเล  สตีฟ จ๊อบ มันคงไม่ลาออกมาทำคอมพิวเตอร์ที่โรงรถ   มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก  ก็เหมือนกัน   ทุกคนมีศรัทราไง   มันเลยมีวันนี้  แต่ความสำเร็จมันอาจจะใช้เวลาต่างกันไป  เคยฟังสัมภาษณ์นักฟุตบอลทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่โด่งดังอย่างเช่น โรนัลโด  ทันทีที่เพื่อนเลิกซ้อมจะเหลือ โรนัลโด  ที่ยังซ้อมอยู่ พยายามทำ พยายามซ้อม อะไรประหลาดๆ เพราะเขาอยากทำได้มากกว่าเพื่อน  เดวิด แบล็กแฮม เตะลูกมหัศจรรย์ยิงฟรีคิกแล้วเข้าเลย  พวกนี้คือใช้เวลามากกว่าคนอื่น ถ้าเข้าไม่ชอบ ไม่มุ่งมั่น ไม่มีแผน เขาก็ไม่มีวันนี้”

ทำเพราะชอบจริงหรือเพราะเงิน ?

หลายคนอาจจะทำงานเพราะค่าตอบแทนเป็นหลัก แต่สำหรับผู้ชายคนนี้เขาเลือกทำสิ่งที่ชอบก่อนเพราะมันจะทำให้เขาทำสิ่งนั้นได้ดีและยาวนาน

 “ถามตัวเองเสมอว่างานที่ทำอยู่ มันชอบจริงหรือเปล่า หรือทำเพราะอยากได้ตังค์ ถ้าอยากได้ตังค์ คุณก็ทรมานอยู่แบบนี้ไง ศิลปินมานั่งวาดรูปกัน 7 วัน ไม่กินไม่นอน ทำไมทำกันได้ล่ะ เพราะมีความชอบไง อะไรที่มีความสุข เราอยู่กับมันได้ เวลามีปัญหาอะไรเราก็ทนมันได้”

 “ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่เงินทอง สำคัญสุด จบที่ ความสุข” เมฆ เกรียงไกร กาญจนะโภคิน

Credit  http://men.sanook.com/18425/

abac