วันที่ 25 กรกฎาคม 2560

'ผู้ป่วยหมายเลข 0' ผู้ถูกสาปแช่งและกลายเป็นแพะรับบาปต้นกำเนิดระบาดเอดส์!!

เมื่อเกิดเหตุเลวร้ายอะไรสักอย่าง คนในสังคมก็มักจะมองหา “แพะรับบาป” สำหรับเททุกความผิดไปให้คนๆนั้นเสมอ

Gaetan Dugas ก็เป็นหนึ่งในชายที่มีโชคชะตาไม่ต่างอะไรจากโศกนาฏกรรม เขาคือชายในตำนานที่ถูกเรียกว่า “ผู้ป่วยหมายเลข 0” ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นผู้แพร่เชื้อเอดส์ให้ระบาดไปทั่วสหรัฐอเมริกาในยุค 1980

 

โดยเขาเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบิน Air Canada และเขาเคยถูกของจำอยู่ในศูนย์กักกันโรค Centers for Disease Control and Prevention (CDC)

ตอนข่าวของเค้าคึกโครมนั้น คนทั้งประเทศได้สาปแช่งชายคนนี้แบบไม่มีชิ้นดี เขาแทบไม่มีที่ยืนในสังคม และนักข่าวอย่าง Randy Shilts ก็เคยราดน้ำมันบนกองเพลิงและเขียนโจมตีว่าชายผู้นี้มีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นแบบไม่เลือกหน้า ทั้งที่รู้ว่ามีโอกาสติดไวรัสนรก ซึ่งชายผู้นี้ได้เสียชีวิตลงในปี 1984 ด้วยวัย 31 ปี พร้อมกับตราบาปที่ไม่มีทางลบเลือน

แต่ในปัจจุบันนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย  University of Arizona  ได้ทำการวิจัยเจาะลึกในประเด็นดังกล่าว เพื่อหาจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาดเอดส์ และทีมวิจัยก็ได้พบสิ่งน่าทึ่ง เมื่อนำรูปแบบตัวอย่างเลือดของ Gaetan Dugas ไปเทียบกับบรรดาชายรักร่วมเพศในช่วงท้ายยุค 1970 ผลลัพธ์คือเป็นเรื่องจริงที่ Gaetan Dugas มีเชื้อ AIDS อย่างไรก็ตามเขาไม่ใช่ต้นกำเนิดโรคมรณะเนื่องจากก่อนยุคของ Gaetan Dugas ได้มี “เชื้อ HIV” ระบาดอยู่ก่อนแล้ว ชายผู้ ถูกสังคมสาปแช่ง ไม่ใช่ผู้ป่วยหมายเลข 0 ที่เป็นจุดเริ่มต้น แต่เขาคือแพะรับบาปที่ถูกสังคมโบ้ยความผิดให้ ซึ่งนั่นทำให้ตระกูลของเค้าถูกชิงชังจากคนทั้งประเทศ

นอกจากนี้สาเหตุที่เขาตายก็เพราะทนความทรมานจากมะเร็งประเภท Kaposi’s Sarcoma ไม่ไหว นักวิจัยยังเสริมอีกว่าแท้จริงแล้วโรคเอดส์เกิดการระบาดในนิวยอร์กตอนยุค 1970 ซึ่งเส้นสายของเชื้อเหล่านั้นติดต่อมาจากทาง Haiti หรือไม่ก็ประเทศทางฝั่งแคริบเบียน

ในตอนที่ข่าวครึกครึม นิตยสาร People เคยจัดอันดับว่า Dugas คือ 1 ใน 25 บุคคลที่น่าขยะแขยงที่สุดในโลกและต้องตายอย่างน่าเศร้าในเมือง Quebec ด้วยวัย 31 ปี

แต่อย่างน้อยในตอนนี้ แม้เขาจะไม่มีชีวิตอยู่แล้ว แต่ตระกูลของ Dugas ก็ไม่ต้องแปดเปื้อนมลทินของการเป็น “ผู้ป่วยหมายเลข 0” ที่เป็นต้นกำเนิดของโรคร้ายอีกต่อไป…อย่างน้อยดวงวิญญาณของเขาก็ได้พบกับความสงบสุขอย่างแท้จริงเสียที

ที่มา: Dailymail   เรียบเรียง meekhao

abac