วันที่ 26 พฤษภาคม 2560

อวสานโลกสวย "ทุกอาชีพมันเหนื่อยหมด ยิ่งถ้าเงินเดือนสูงๆ"

กระทู้นี้สาระความรู้เน้นๆ เลยครับ ติดกระทู้ยอดนิยมในPantip ไปเป็นที่เรียบร้อย   โดยคุณพี่ Apqosd ได้เขียนถึง อาชีพ    "ทุกอาชีพมันเหนื่อยหมด ยิ่งถ้าเงินเดือนสูงๆ"  ไม่ว่าจะสายงานไหนๆ ทุกอาชีพบ่นเหมือนกันหมด  เช่น งานหนักมากกกกก  เงินน้อยไม่คุ้มเมื่อเทียบกับ ชม. ทำอาชีพอื่นดีกว่า  ฯ  

อยากฝากถึงคนที่ต้องการเงินเดือนสูงๆ  โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่  
ปกติผมเป็นคนชอบหาข้อมูลเรื่องอาชีพต่างๆ อย่างเช่น เส้นทางสายงาน รายได้ ความก้าวหน้า  อยากรู้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเส้นทางในอนาคต ก็เหมือนกับคนทั่วไปที่อยากได้งานดีๆ เงินเดือนสูงๆ   ทุกวันนี้มีหลากหลายอาชีพมากที่น่าสนใจ  แต่ละสาขาก็จะมีสายงานที่รายได้สูงเป็นพิเศษ เช่น กฎหมาย ก็ law firm  บัญชี ก็ audit     การเงิน ก็ IB  และอาชีพอื่นๆที่มีสายงานเงินเดือนสูงๆ


ผมหาดูสายงานของอาชีพต่างๆที่แต่ละคนบอกว่าดี เงินดี งานดี   แต่การจะไปจุดนั้นได้ไม่ง่ายอยู่แล้ว  ต้องจบ ม.ดัง เกรดดี ได้ภาษา เพื่อที่จะได้ทำงานกับบริษัทต่างชาติได้ หรือถ้าไม่มี ก็ต้องมีประสบการณ์สูงและทำงานเก่งแทน  เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่เด็กสมัยนี้เก่งๆเยอะ มีเป้าหมายจะเข้าทำงานบริษัทใหญ่ๆให้ได้  แต่ที่เป็นปัญหาก็คือ พอเข้าไปแล้วแต่ละคนก็จะเริ่มบ่น ไม่ว่าจะสายงานไหนๆ ทุกอาชีพบ่นเหมือนกันหมด  เช่น งานหนักมากกกกก  เงินน้อยไม่คุ้มเมื่อเทียบกับ ชม. ทำอาชีพอื่นดีกว่า  ฯ   อารมณ์แบบคนในอยากออก คนนอกอยากเข้า 


ข้อยกตัวอย่างกรณีศึกษา เฉพาะบางคน ไม่ใช่ทุกคนนะครับ


วิศวะ - ทำงานสายปิโตรเลียม  ก็จะบ่นประมานว่า ต้องอยู่กลางทะเล  การทำงานมีความกดดันสูง เสี่ยงชีวิต บลาๆ หรือ ทำงานบริษัทข้ามชาติ ก็บ่นว่าเครียด  เกินไป งานหนักเกินไป  สมัยนี้วิศวะเงินไม่ได้ดีเหมือนแต่ก่อนแล้ว ย้ายสายไปทำอย่างอื่นดีกว่า เช่น สาย finance ไง เงินดีกว่า สบายกว่าแน่ 

หมอ - ต้องทำงานแทบไม่ได้นอน  วันๆวุ่นวายกับคนไข้   เรียนก็หนัก ต้องทำงานหนักอีก บางทีทำงาน 3 วันติดต่อกัน นอนได้ไม่กี่ ชม.  หาร ชม. ทำงานแล้ว ไหนจะเสี่ยงกับคนไข้   ทำอย่างอื่นมีโอกาศรวยกว่าอีก 

บัญชี- audit หรอ  เจอ end year เข้าไป นรกชัดๆ กลับดึก 4 ทุ่มเป็นประจำ บางวันอยู่ยันเช้า  ลาออกไปทำอย่างอื่นดีกว่า  audit เงินก็ไม่เยอะสู้สายอื่นเลย เช่น finance , consult, sap  ไปทำอย่างอื่นสบายกว่า 

กฎหมาย - law firm   งานกดดันสุดๆ ต้องค่อยไปทะเลาะกับชาวบ้าน   คดีต้องรีบทำให้เสร็จลูกค้าเร่ง  ต้องถือคติ ถูก เร็ว และดี  กลับบ้าน 4 ทุ่มก็ถือว่าเร็วแล้ว  ไหนต้องอ่านหนังสือ/เอกสาร ต่อเนติ สอบนั้นนี้  มากมายอีก เหนื่อยสุดๆ เรียนสายอื่นเช่น วิศวะ บัญชี ไอที ป่านนี้ไปได้ไกลแล้ว   

การเงิน - investment banking  ทำงานกันให้ตายไปข้างหนึ่ง  80-90 ชม ต่อ สัปดาห์ กลับเที่นงคืนเป็นเรื่องปกติ   ทำงานต้องแข่งกับเวลา   โบนัสเยอะจริง แต่ก็แล้วแต่ภาวะเศรษฐกิจ  เศรษฐกิจไม่ดีก็เสี่ยงตกงานสูงอีก  รวมๆความเสี่ยงกับ ชม. ทำงาน มันคุ้มค่าไหมเนี้ย 

สายงานของอาชีพตัวอย่างที่กล่าวมาทำเงินได้เป็นอันดับต้นๆของอาชีพนั้นๆ   หลักแสนถึงหลักล้าน   แต่ทำไมคนเหล่านั้นถึงบ่น?  ถ้าเป็นคนนอกก็อยากเข้ามาสายงานนี้แน่นอน เพราะผลตอบแทนมากมายในสายตาคนนอก แต่คนในส่วนใหญ่กับมองว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับอาชีพอื่น    ทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะโดยปกติคนเรามักไม่พอใจในอาชีพหรือสายงานของตัวเอง แล้วก็ชอบมองว่าอาชีพอื่นดีกว่า สบายกว่า เงินดีกว่า บลาๆ  


จริงๆแล้วทุกอาชีพ มันมีข้อดีข้อเสียของมันเอง  โปรดอย่าไปอิจฉา หรือ เสียดายสายงานอื่นเลยครับ  ทุกอาชีพทุกสายงานมันมีปัญหาของมันเอง ไม่มีอาชีพไหนดีกว่าอาชีพไหนหรอกครับ มันอยู่ที่ว่าจะเหมาะกับใครมากกว่ากันเท่านั้น 

ปล. การที่เงินเดือนสูงๆ มันต้องแลกด้วยอะไรหลายๆอย่างอยู่แล้ว ทั้งเวลา ความเคลียด ความเสี่ยง ความกดดัน  สุขภาพ บลาๆ ยิ่งเงินเดือนมากเท่าไหร่ ความรับผิดชอบยิ่งมากขึ้นเท่านั้น  ไม่ว่าจะอาชีพอะไรๆก็ตาม ไม่มีอาชีพไหนสบายหรอกครับ  "เงินดี งานสบาย" มีไว้ใช้หลอกเด็กๆที่โลกสวยครับ    เขาคงไม่จ้างคุณแพงๆมานั่งเล่นสบายกาย สบายใจหรอก  ถ้าคุณเงินเดือน 1 แสน แสดงว่าุคุณต้องหากำไรให้บริษัทได้มากกว่า 5 แสน  ถ้าคุณเงินเดือน 1 ล้าน แสดงว่าคุณต้องหาได้มากกว่า 20 ล้าน !

มาฟังความคิดเห็นของพี่ๆท่านอื่นๆ กันนะครับ

.......................................

ขอบคุณที่เอาเรื่องนี้มาคุยกัน       ผมเห็นทุกอาชีพ  ขนาดหมอเองเป้นคนมีความรู้สูงแล้วคิดลึกซับซ้อน ยังมองว่าไปทำอาชีพอื่นดีกว่าเลย คนเราไม่ค่อยพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่หรือกำลังเป็น  มันก็เลยทุกข์ใจเช่นนี้แล 

มีคนมากมายอยากรวย  มองแต่เบื้องหน้าไม่เคยมองว่าเบื้องหลังคนที่เขาร่ำรวยมานั้นเขาลำบากมาก แม้แต่ตอนนี้รวยแล้วยังต้องทำงานหนัก      ผมเองเป็นวิศวกรคนนึง มีอาชีพ มีรายได้จากธุรกิจส่วนตัว    คนส่วนใหญ่ชอบมองว่าเรารวยแล้ว อยากเป็นแบบผมมั่งจัง  อยากมีธุรกิจส่วนตัว           แต่คนส่วนใหญ่พอให้มาทำงานจริง  ๆ ในธุรกิจส่วนตัวทำไม่ไ่ด้  เพราะมันลำบากเหนื่อยหนักหนามากกว่าจะมีเงิน และไม่มีเวลาจะไปไหนพักผ่อน หรือไปเที่ยวไหนเลย อิสระทั้งหมดหายไป    ยิ่งพอลงทุนไปแล้วต้องเดินหน้าอย่างเดียว  ไม่แปลกที่คนยิ่งรวยยิ่งต้องทำงานหนักขึ้นมาก ไม่ใช่สบายขึ้นแต่เป็นเหนื่อยมากขึ้นต่างหาก  ภาพความรวยมันอาจไมไ่ด้สวยหรูอย่างที่คิดเสมอไป   ยกเว้นเกิดมารวย

.......................................

ผมทำงานสาย IT ประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ตอนนี้ตำแหน่งผู้บริหารระดับกลาง ทำงานอาทิตย์ละ 5 วัน เข้า 8 โมงเช้า ออกงาน 5 โมงเย็น เงินเดือน+benefit ต่างๆก็ราวๆแสน สำหรับผมเมื่อคิดถึงเวลาทำงาน , ความเครียด และคุณภาพซีวิตโดยรวมแล้ว ก็ถือว่าเป็นค่าตอบแทนที่สูงพอใช้ได้ 

งานส่วนใหญ่เป็นการวางแผน คุมงาน ประสานงาน การลงมือทำเองมีบ้างตามสถานการณ์ สำหรับหลายๆคนอาจจะมองว่างานที่ผมทำเป็นเรื่องง่าย ซึ่งสำหรับผมตอนนี้มันก็ไม่ได้ยากมากนักอ้าวแล้วถ้างานมันไม่ได้ยากแล้วทำไมบริษัทยอมจ่ายเงินหลักแสนให้ผมทำงานง่ายๆหล่ะ?

คำตอบก็คือ งานพวกนี้มันอาจจะ "ง่ายสำหรับผม" แต่ไม่ได้หมายความว่ามัน "ง่ายสำหรับคนอื่น" หรือแม้แต่ "ตัวผมเองเมื่อ 6-7 ปีก่อน" ก็คงไม่สามารถทำในสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ได้อย่างง่ายๆ

แต่ที่ด้วยความสามารถและประสบการณ์ทำงานที่สั่งสมมา การเรียนรู้แล้วก็พัฒนาตัวเองที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง network ที่เราสร้างมาตลอดอาชีพการทำงาน และที่สำคัญคือทัศนะคติที่มีต่องานที่ถูกขัดเกลาจากประสบการณ์ทำงานและประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาทั้งหมด ทำให้ผมสามารถจัดการงานต่างๆที่ต้องทำตอนนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น และไม่เกิดความเครียดสะสม หรือพูดอีกอย่างคือสามารถรักษา Work & Life Balance ไว้ได้ ซึ่งเป็นจุดที่ผม happy มากๆ ตอนนี้ผมคงบอกได้ว่างานที่ทำอยู่เนี่ย "เงินดี และง่ายๆสบายๆ(สำหรับผม)"  [yes]

คนเรามักจะมองแต่สิ่งที่เราจับต้องได้ อย่าง "เวลาทำงาน" "เงินเดือน" "สวัสดิการ" "จำนวนวันหยุด" ฯลฯ คนอื่นได้เงินมากกว่า หรือได้อะไรดีกว่าเราเพราะอะไร? เพราะเค้าจบสูงเกรดดี? เพราะเค้ามีเส้นสาย? เพราะสายงานที่เค้าทำ? เพราะเค้าดวงดี? เพราะว่าเค้ามีความสามารถในงานที่เค้าทำจริงๆ? หรืออาจจะเพราะหลายๆอย่างรวมๆกัน? ตราบใดที่เราไม่ได้ผ่านงานนั้นๆมา เราไม่รู้หรอกครับว่า งานของคนอื่นมัน "ยากตรงไหน"  [เพี้ยนเพลีย]

ท้ายสุดที่อยากฝากไว้ คือสิ่งที่คนทำงานสมควรจะถามตัวเอง
1. เราคิดว่าเราสมควรจะได้ค่าตอบแทนจากการทำงานของเราเท่าไหร่? - โดยไม่ใช่คิดฝันเอา แต่มองจากตัวเองอย่างซื่อสัตย์จากพื้นฐานความเป็นไปได้
2. ถ้าตอนนี้เรายังไม่ได้ขนาดนั้น มันเป็นเพราะอะไร? - บริษัทจ้างถูกไป? สายงานนี้เงินเดือนน้อย? หรือว่า เรายังมีความสามารถ และประสบการณ์ ไม่พอ?
3. เราจะพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพมากขึ้นได้ยังไง? - การพัฒนาตัวเองกับ เงินเดือนขึ้นมันคนละเรื่องกันนะครับ แต่ถ้าเรามีศักยภาพมากขึ้น โอกาสในชีวิตก็จะเพิ่มขึ้นด้วย

ขอให้โชคดีและมีความสุขกับงานที่ทำนะครับ 

..............................................

"ถ้าอยากขายของถูกให้แพง ก็ต้องห่อสวยๆ"
ผู้รับเหมาที่ฉลาด ทำกำไรได้เสมอ กดราคายังไงก็ลดค่าใช้จ่าย
ขอแค่งานออกมาดูมีมูลค่ามากกว่าที่ลูกค้าจ่ายไป 

เป็นลูกจ้าง อยากทำงานรายได้สูง งานสบาย ก็ต้องคิดแบบผู้รับเหมา 
คนได้เงินเดือน 1 แสนบาท บริษัทคาดหวังว่าจะทำรายได้เพิ่ม 3แสน-5แสนบาท 


ลูกจ้างคนนั้น ถ้าอยากทำงานอย่างมีความสุข วิธีคือ ทำไงก็ได้ ลงแรงและความพยายามแค่3-5หมื่นบาท เพื่อเอาเงินเดือน1แสนบาท และบริษัทเห็นว่าทำรายได้ให้3แสนบาท

...........................................

เห็นด้วยบางอย่างและไม่เห็นด้วยบางอย่างครับ 

ถูกต้องที่การทำงานอะไรก็ตาม เราจะเจออุปสรรค ปัญหา ข้อจำกัดต่างๆ ทำให้เราเหนื่อยทั้งทางร่างกาย หรือ จิตใจ (ขึ้นอยู่กับอาชีพนั้นๆ) แต่ในเมื่อเราต้องเหนื่อย เราก็ต้องพยายามให้ได้รับผลตอบแทนกับค่าเหนื่อยของเราให้ได้มากที่สุด 

แต่จากตัวอย่างที่ยกมาทั้งอาชีพวิศวะ หมอ IB หรือ Audit ถ้าคนรักในสายอาชีพนั้น ผมว่าเขาจะไม่มองว่านั่นคือความเหนื่อย แต่มันคือหน้าที่ มันคือโอกาส และต้องสนุกไปกับงานที่ทำ จนวันที่รู้สึกไม่สนุกกับงานเหมือนเดิมหรือข้อจำกัดเปลี่ยนไป เช่น แต่งงาน มีลูก การทำงานไม่ก้าวหน้ามาระยะหนึ่ง คนกลุ่มนี้ก็มีหนทางที่จะเปลี่ยนงาน เปลี่ยนสายอาชีพ ตามข้อจำกัด ณ เวลานั้นๆ

คำว่างานสบาย ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน การนั่งทำงานใช้ความคิดในห้องแอร์ถึง 9 โมงเช้า ถึง 4 ทุ่ม กับ ทำงานกลางแดด 8 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น มันแล้วแต่คนว่า งานไหนสบายกว่ากัน ชอบงานไหนมากกว่ากัน แต่สุดท้ายมันขึ้นกับว่า "ถ้าคุณอยากจะเลือกงาน แต่คุณดีพอที่จะเลือกและถูกเลือกรึยัง"

ทุกคนมีเวลาเท่ากันคือ 24 ชม. ขึ้นอยู่กับการจัดสรรเวลา บางคนบอกไม่มีเวลาออกกำลังกาย แต่มีมานั่งเล่นเกมส์ (กระทบ จขคห นี้โดยตรง) บางคนบอกไม่มีเวลาหาความรู้เพิ่มเติม แต่มีเวลาส่อง FB Inst. ลองดู CEO CFO MD เก่งๆหลายท่าน เค้ายุ่งกว่าแต่เค้าก็จัดสรรเวลาได้ดีเท่านั้นเอง

สุดท้ายแล้วถ้าจะหวังผลตอบแทนเช่น เงินเดือนสูงๆ แล้วไม่พัฒนาตัวเอง จนมาวันหนึ่งมาปลอบใจตัวเองว่า ที่เราทีรายได้ไม่เยอะเพราะเงินเยอะจะมาพร้อมกับปัญหา 108 ที่พูดมา  อย่าโทษสถาบันที่จบมา อย่าโทษเกรด ให้โทษที่ตัวเอง ไร้คุณภาพ ครับ 

..............................................

เรื่องนี้น่าสนใจครับ ผมเคยเห็นหลาย ๆ คน ทั้งคนรู้จัก ทั้งคนในพันทิพนี้ อยากจะได้ความก้าวหน้า อยากจะมีตำแหน่งสูง ๆ อยากเป็นผู้บริหารไว ๆ แต่คุณไม่ได้คิดถึงอีกแง่มุมนึงเลยว่า ความรับผิดชอบก็เพิ่มไปด้วยตามตำแหน่ง งานคุณจะมากขึ้น อาจจะไม่ใช่งานปฏิบัติการใช้แรงงานแต่เป็นงานที่ใช้มันสมอง ความคิด โครงการและงานนอกหน้าที่ต่าง ๆ จะถาโถมเข้ามาหาคุณทันทีเพราะผู้ใหญ่ข้างบนเขาฝากความหวังไว้ เรียกได้ว่ไม่มีเวลามานั่งชื่นชมกับความสำเร็จตัวเองหรอก คุณจะต้องเจอและรับมือกับงาน งาน และงานที่ถาโถมเข้ามายังกับพายุ ไหนจะต้องรับผิดชอบลูกน้องใต้บังคับบัญชาตัวเอง ถ้างานผิดพลาด ลูกน้องไม่โดนด่า คุณนั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบเต็ม ๆ ในฐานะผู้คุมงาน มันเหนื่อยมากนะ ฉะนั้นผมขอถามย้ำอีกครั้งเลย ยังอยากได้ตำแหน่งสูง ๆ กันอีกไหม? ถ้าให้เลือก ผมเอาเงินดีกว่า เอาไปทำไมตำแหน่ง หัวโขน ตายไปก็เอาไปไม่ได้

............................................

ใครๆ ก้อไม่อยากทำงานหนักค่ะ เพราะมันบั่นทอนสุขภาพจริง ๆ  แต่ทำน้อย ตังน้อย ไม่พอกิน มันก็ทุกข์ เครียดเข้าไปใหญ่เล่นหุ้น ดูเป็นทางที่มีความหวังสุดค่ะ  แต่ถ้าบ้านไม่ได้มีมรดก ใส่เงินรองรังไว้ให้  ก็ต้องหาเงินต้นมาใส่หุ้นก่อนแล้วจะเอามาจากไหน  ถ้าไม่ใช่ด้วย การใช้แรงกาย(ตัวเอง)  แลกเงิน 
(พิมพ์ แล้วเศร้า  อดทนทำงานต่อไป)

.......................................

ที่ทำงานผม คนใกล้ๆกันเงินเดือน 80k ขึ้นทั้งนั้น ตจว

ระดับ ผจก 100k ขึ้น 
หลายๆคนอายุแค่ 28-35ปี หลายคนมีรถประจำตำแหน่ง

แต่สิ่งที่เค้าต้องแลกมาคืออะไรบ้าง
1. ถ้าเรียกประชุม มีงานด่วน ต้องมา สี่ทุ่มเที่ยงคืนตีหนึ่ง เพราะถือว่า บ.ให้รถแล้ว
2. หากผลิตภัณฑ์หรือบริการเสียหาย แม้หลัก หมื่น จนถึงหลักล้าน ต้องรับผิดชอบแทนลูกน้อง ต้องตอบคำถามผู้บริหารสูงขึ้นไป หรือผู้ถือหุ้น นึกสภาพเอาว่าตอนโดนถามมันจะรู้สึกยังไง แล้วถ้ายิ่งผิดพลาดซ้ำสอง หรือสามครั้ง มันจะเกิดอะไรขึ้น.......
3. โดนผู้บริหารหรือผู้ถือหุ้นระดับสูง ให้ดูแล benefit ขององค์กรให้ได้ ในขณะที่พนักงานเงินเดือนน้อยกว่าก็รับผิดชอบเฉพาะหน้างานของตัวเอง
4. มีลูกน้องหลายคน กดดัน ส่งความคาดหวังมาให้ว่า ลูกพี่ต้องแก้ปัญหาได้ ลูกพี่ต้องร่วมรับผิดชอบได้ ลูกพี่ต้องประเมินเขาให้ได้ดี
5. เขาแทบจะหมดสิทธิ์ไปศึกษาวิธีทำกิจการของตัวเอง เพราะมันไม่มีเวลาเลย พอเลิกงานสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นคิดคือ อยากพัก อยากให้เวลากับตัวเองให้มากๆ ไม่อยากต่อสู้ฝ่าฟันอะไรอีก เพราะที่ทำงานหลักก็รับศึกมารอบด้านแล้ว

คนเงินเดือนเยอะๆสูงๆใครๆก็ทำได้ ทำงานพวกนั้นอะ พูดจริงๆนะ
เช่น ทุกวัน กดสวิตตรงนั้น สั่งงานลูกน้องแบบนี้ ประชุมวันศุกร์นะ จบ แค่นี้เอง ง่าย


แต่เงินเดือนที่เยอะ มันวัดกันตอนการแก้ไขปัญหา
รวมถึงการวางแผนการป้องกันปัญหา ไม่ให้เกิดซ้ำ
คนที่บ่น อิจฉา ว่าตัวเองเงินน้อย ไม่มีทางเข้าใจในจุดนี้
และไม่เข้าใจ บ่นอิจฉาไปแบบนี้ ก็ไม่มีทางได้เงินเดือนเยอะขึ้นอีกเลย

คนเงินเดือนเยอะ ย่อมต้องมีประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ
วิธีการสื่อสาร ต่อรอง ที่หลักแหลม
บริษัทเขาถึงจะจ่ายให้คนๆนี้ได้บริหารงาน เพราะจัดการปัญหาได้จริง


เป็นเรื่องพื้นฐานนะผมว่า

....................................

abac