วันที่ 22 สิงหาคม 2560

แชร์ประสบการณ์ : จากเด็กต่างจังหวัด... สู่นักศึกษาแพทย์ศิริราช

คุณ สมาชิกหมายเลข 1373164  ในPantip ได้แชร์ประสบการชีวิตและแนวคิด จากชีวิตเด็กต่างจังหวัดมาเป็นนักศึกษาแพทย์ พร้อมแนะแนววิธีการเตรียตัวสอบ มหิดลวิทยานุสรณ์ และการเตรียมตัวสอบวิชาสามัญ ............

เหตุผลที่ตั้งกระทู้นี้ขึ้นมา

      ผมตั้งกระทู้นี้ขึ้นมาเพราะอยากแชร์ประสบการชีวิตที่เด็กต่างจังหวัดคนนึงที่ได้มีโอกาสเข้าเรียนในโรงเรียนชื่อดัง ก็มีทั้งเรื่องบรรยากาศในโรงเรียน การเตรียมตัวสอบเข้า และอะไรอื่นๆก็ลองอ่านดูละกันนะครับ 

     เหตุผลที่สองก็คือกระทู้นี้เป็นงานไว้ส่งอาจารย์ที่มหาลัย โดยงานนี้จะให้นักศึกษาทำผลงานในรูปแบบใดก็ได้ เพื่อตอบคำถามสามอย่าง คือ 1.Who am I 2.Why am I here 3.Where will I be เพื่อนผมหลายคนเขาทำเป็นผลงานศิลปะส่งแต่ผมไม่มีฝีมือด้านนั้นเลย ก็พิมพ์กระทู้ลงพันทิพเลยละกัน

ช่วงประถม & มัธยมต้น

     ผมเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนแห่งนึงในต่างจังหวัด อยู่ห่างจากตัวเมืองกรุงเทพไม่มากทำให้พ่อแม่มีโอกาสได้รู้จักโรงเรียนมัธยมชายล้วนชื่อดังแห่งนึงในกรุงเทพที่ผลิตนายกออกมาเยอะๆอะ(คงเดาไม่ยากแล้วมั้งครับ) ทั้งคู่ต่างก็อยากให้ผมสอบเข้าโรงเรียนนั้น เลยพยายามไซโคให้ผมอยากสอบเข้าที่นั่น และด้วยการที่พ่อแม่มาโฆษณาให้ผมฟังทุกวัน จึงทำให้อยากเข้าที่นั่นจริงๆ  

     และสุดท้ายผมก็สอบติดที่นั่นในห้องเรียนพิเศษหรือห้องGifted (ที่พอเข้าไปเรียนจริงๆก็รู้ว่าพิเศษแค่เก็บเงินแพงเป็นพิเศษ เพราะยังไงนักเรียนส่วนใหญ่ก็ไปติวข้างนอกกันอยู่ละ) ตอนนั้นแบบทั้งพ่อแม่และตัวผมดีใจมากๆ แต่พอเปิดเทอมมาได้เพียงสามสัปดาห์ผมโดนรุ่นพี่ ม.ปลาย มาไถมือถือผมเอาไปขาย (มือถือราคาพันบาทไม่ได้แพงเตะตาใคร ไม่เคยเอามาโอ้อวด วันๆผมแค่นั่งเล่นแต่เกมส์งูกับยิงจรวจในเครื่อง ทำไมผมโดนไถก็ไม่รู้เหมือนกัน) ก็ไม่ได้ไปฟ้องอะไรใคร เพราะคิดว่าฟ้องไปอย่างมากก็ได้มือถือมา แต่เราจะโดนรุ่นพี่พวกนั้นมาก่อกวนเราตลอดแน่ และมีการซ้อมเชียร์บ่อยมากจนแทบไม่ได้เรียน เรามาโรงเรียนเพื่อสนุกกับเพื่อนและเรียนไม่ใช่เหรอทำไมต้องมาทำอะไรไร้สาระพวกนี้ด้วย และยังมีเหตุการณ์ที่แย่ๆอีกเยอะที่เกิดกับผมจากรุ่นพี่ทั้งหลาย (ผมคงเป็นโคตรไบรอันเดอะซวยแน่เลย 555) ทำให้ผมตั้งใจย้ายออกโรงเรียนตอนจบ ม.ต้น ซึ่งโรงเรียนที่ดูดีมากกว่าโรงเรียนนี้ในสายตาผู้ใหญ่ ก็มีแค่เตรียมอุดมกับมหิดลวิทยานุสรณ์ ซึ่งผมเลือกที่จะตั้งเป้าหมายสอบเข้าโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ด้วยเหตุผลเรื่องค่าใช้จ่ายของครอบครัว

การเตรียมตัวสอบเข้ามหิดลวิทยานุสรณ์แล้ว

    พอตั้งเป้าสอบเข้ามหิดลวิทยานุสรณ์แล้ว สิ่งแรกที่ทำคือผมก็เริ่มศึกษาข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการสอบ ก็ทุกๆปีจะมีเด็กมาสอบ 2 หมื่นคน รับเข้า 240 คน ข้อสอบวัดทักษะและความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์แต่ไม่มีแนวข้อสอบที่แน่นอน  และไม่มีการประกาศคะแนนหลังสอบ

    สิ่งที่ผมทำในตอนนั้นและอยากแนะนำให้คนที่อยากสอบเข้าที่นี่ลองทำคือ “ไม่เรียนพิเศษ” เพราะที่เรียนพิเศษ “ส่วนใหญ่” นั้นมักจะให้ความรู้ที่สรุปเฉพาะเพื่อทำข้อสอบให้ได้คะแนนสูงๆ แต่เราไม่มีแนวข้อสอบที่ชัดเจนสักปีเลยแถมไม่รู้ว่าต้องเรียนแค่ไหนถึงจะพอ แล้วสุดท้ายเราก็จะโดนที่เรียนพิเศษจัดคอสเรียนต่างๆมาหลอกให้เราเสียเงินเข้าเรียนเยอะแยะไม่จบไม่สิ้น
                                             
    สิ่งที่ผมทำในตอนนั้นคือ “อ่านหนังสือเอง” โดยหนังสือที่เอามาอ่านนั้นก็เป็นหนังสือวิทย์คณิต ม.1 ถึง ม.3 และหาความรู้พื้นฐานเกี่ยวปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ตามอินเตอร์เน็ต ผมบอกเลยนะครับว่าถ้าความรู้พื้นฐาน ม.ต้นแน่นจริงๆ และมีความรู้เกี่ยวกับปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ก็เกินพอแล้ว ที่จะเป็น 240 คนแรกจากสองหมื่นคนที่มาสอบ ไม่จำเป็นต้องขวนขวายความรู้ ม.ปลายเพื่อมาสอบเลย

ปล.ผมไม่ได้แอนตี้การเรียนพิเศษเลยนะ ลองไปอ่านการเตรียมสอบเก้าวิชาสามัญข้างล่างดูสิครับผมอวยให้ไปเรียนพิเศษมากๆ แต่สำหรับการสอบเข้ามหิดล มันไม่จำเป็นเลยจริงๆ ใครมีวิธีอะไรดีๆก็มาแชร์กันได้นะครับ
ปล2.ที่เรียนพิเศษหลายๆ ชอบเอานักเรียนที่สอบติดโรงเรียนดังๆ มาอวด ต้องคิดดูว่าที่เรียนพิเศษสอนเด็กเป็นพันๆคน มันต้องมีคนที่ติดบ้างแหละ และบางทีเด็กที่ถูกเอามาขึ้นโบว์ชัวร์ เขาอาจแค่เรียนคอร์สทดลองเรียนก็เป็นได้

ช่วงมัธยมปลาย&การเตรียมตัวสอบเข้าเก้าวิชาสามัญ

    หลังจากที่พยายามมานาน ในที่สุดก็ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์แล้ว ก็โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนแรกเลยที่ผมรู้สึกว่านี่แหละคือการเรียนการสอนจริงๆ ครูทุกคนมีคุณภาพ ไม่จำเป็นต้องเรียนพิเศษข้างนอกเพื่อตามเนื้อหาของโรงเรียนให้ทัน หลักสูตรยากกว่าปกติมาก แต่ก็ไม่ได้ยากจนไร้เหตุผล เพราะความรู้ที่เรียนมาต้องนำไปใช้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีการนำไปประกวดในงานต่างๆมากมาย 


    ตอนที่เรียนอยู่ที่มหิดลนั้นผมก็ไม่เคยอยากเรียนหรืออยากทำอาชีพอะไรแบบจริงๆจังๆเลยสักอย่าง เพื่อนๆรอบตัวเค้าอยากเป็นหมอกันแทบหมดเลย พี่ชายผมก็เป็นหมอ ผมก็เลยอยากเป็นตามเพื่อนไปด้วย เอาละเรามาพูดเรื่องการสอบเก้าวิชาดีกว่า(ปีผมมันยังเรียกว่าเจ็ดวิชา แต่ไม่ต่างกันหรอก ^^)


    ผมคิดว่าเตรียมตัวสอบเก้าวิชานั้นง่ายกว่าเตรียมตัวสอบเข้ามหิดลวิทยานุสรณ์เยอะ เพราะเราเห็นข้อสอบเก่าทุกปี และข้อสอบออกแนวเดิมเยอะ เรารู้คะแนนที่ต้องการในแต่ละวิชา ทำให้เราจัดแบ่งเวลาอ่านหนังสือได้ง่าย ที่เรียนพิเศษต่างก็เปิดคอร์สเรียนเพื่อสอบเก้าวิชากันเยอะแยะ เราควรไปเรียนพิเศษ ในวิชาที่เรา “ไม่เก่ง” เพื่อเอาความรู้ที่เขาสรุปเฉพาะเพื่อทำข้อสอบยัดเข้าหัวเราเข้าห้องสอบ ซึ่งสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการสอบเก้าวิชาสามัญมันมีเยอะมาก ผมยัดเป็นย่อหน้าเดียวไม่ไหว เดี๋ยวพิมพ์แบ่งเป็นข้อๆละกันนะครับ

    1.เราควรตั้งเป้าไว้เลยว่าต้องการคะแนนในแต่ละวิชาเท่าไร สมมติว่าถ้าเราตั้งเป้าที่คะแนนเลขไว้ 60% ของคะแนนเต็ม เราควรฝึกจนทำคะแนนในข้อสอบปีเก่าๆ อย่างน้อยก็ 70% (เพิ่มจากที่ตั้งไว้ 10%) ถึงจะพูดได้ว่าเราเก่งและพร้อมสอบในวิชานั้นแล้ว เพราะข้อสอบเก่าหลายข้อเราเคยเห็นมาแล้วแน่นอน และในห้องสอบจริงนั้นเราจะเจอกับความกดดัน ความเครียด และเรื่องกวนสมาธิหลายอย่างมาก อย่างผมตอนทำข้อสอบวิชาเลขPAT2 มีเสียงนักเรียนกรน ตอนทำเคมีเก้าวิชา คนข้างๆเท้าเหม็นมาก แถมยังถอดรองเท้าตอนสอบอีก     
    ถ้าเรายังทำคะแนนได้ไม่มากกว่า10% ของคะแนนที่ตั้งไว้ เราควรตระหนักว่า เราไม่เก่งในวิชานั้น และต้องอ่านอีกเยอะนะครับ ^^

    2.การฝึกทำข้อสอบที่มีประสิทธิภาพนั้นต้อง จับเวลาตอนฝึกทำข้อสอบทุกครั้งตั้งแต่ครั้งแรก ข้อไหนที่เดาคำตอบก็วงไว้หน้าเลขข้อนั้นๆ ถ้ายังทำไม่หมดชุดก็ใช้ปากกาหรือดินสอสีอื่นทำข้อสอบต่อให้หมด แล้วค่อยตรวจเช็คคะแนน นับคะแนนแค่ข้อที่เราทำในเวลาและไม่นับข้อที่เราเดา ดูทุกข้อที่เราเดาและทำผิดไปถามเพื่อน ถามครู หรือเปิดหนังสือ จนรู้ว่าวิธีทำหรือความรู้ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร 
(สำหรับคนที่คิดว่าจะเทไม่อ่านบทไหน ก็ไม่ต้องไปดูข้อที่เราผิดในบทนั้นๆ แต่ผมไม่แนะนำให้ทำนะครับ เพราะถ้าเราเตรียมตัวมาดี เราควรพร้อมทุกบทอยู่แล้ว)

    3.วิชาเลขและเคมี ควรเน้นที่ความเร็วในการทำและห้ามคิดเลขผิดเพราะในห้องสอบไม่มีเวลากลับมาทวน ฝึกทำโจทย์เยอะๆ ซื้อหนังสือรวมโจทย์มาทำ ถ้าทำบ่อยๆเราจะรู้ตัวว่า บทไหนตัวเราทำนาน ควรข้ามไปทำทีหลัง เน้นจำนวนข้อที่ทำไว้ก่อน 
    สำหรับวิชาเคมี ดูช้อยส์ก่อนว่าตัวเลขห่างกันมากมั้ย ถ้าห่างมากประมาณตัวเลขให้มันคำนวนง่ายๆ อย่าง 92/31 ก็ประมาณเป็น 90/30 ไปเลย เพื่อความเร็ว 

    4.ข้อสอบชีวะนั้นออกแต่เนื้อหาเดิมๆ วนเวียนไปมา ทำให้เราเก็งข้อสอบง่าย คำแนะนำคือในช่วงหนึ่งเดือนก่อนสอบ ให้เอาข้อสอบห้าปีล่าสุดที่เคยทำแล้วมาดูใหม่อีกครั้ง เขียนสิ่งที่ต้องรู้ในการทำข้อสอบแต่ละข้อให้ได้คำตอบที่ถูกลงในสมุดเล่มใหม่ และอย่าลืมอ่านสมุดเล่มนั้นช่วงก่อนวันสอบชีวะด้วย 
(สำหรับตัวผมที่อ่อนชีวะสุด เรียนแค่คอร์ส COMA ของ bio beam อ่านชีวะรวมๆแค่สิบกว่าชั่วโมง และทำวิธีนี้ ได้คะแนนชีวะหกสิบกว่า แนะนำให้ทำครับมันดีมากๆ โดนเฉพาะคนไม่เก่งชีวะ)

    5.ข้อสอบฟิสิกส์ไม่เน้นความเร็วในการทำมากเท่าไร ตอนฝึกทำข้อสอบและในห้องสอบจริง แนะนำให้เขียนวิธีทำลงไปด้วยทุกครั้ง (เขียนสมการและทดๆบนรูปที่โจทย์ให้ก็พอ ไม่ต้องเขียนคำอธิบายเหมือนทำส่งอาจารย์) เพราะมันจะช่วยลดโอกาสผิด และทำให้เรากลับมาทวนอีกครั้งได้ง่ายๆ 
    ตอนฝึกทำโจทย์ ควรฝึกทำโจทย์ที่ติดตัวแปรด้วย เพราะข้อสอบเก้าวิชาฟิสิกส์ส่วนใหญ่ติดตัวแปร ถ้าข้อไหนคิดไม่ออกทำไม่ได้ให้ข้ามไปก่อน แล้วค่อยกลับมาทำต่อทีหลัง
    พยายามเลือกโจทย์ที่ยากๆมาทำ เพราะถ้าทำแต่โจทย์ง่ายๆที่ทำได้อยู่แล้ว จะไม่เกิดการพัฒนาอะไร มันช่วยเพิ่มกำลังใจให้คิดว่าเราทำได้ แล้วสุดท้ายก็ไปตายในห้องสอบ
    สำหรับคนที่ท่องสูตรลัดมหาศาล ควรลองทำวิธีปกติดูบ้าง เพราะบางทีสูตรลัดไม่ได้ช่วยเราได้ทุกข้อนะครับ

    6.วิชาไทย สังคม อังกฤษ ไม่รู้จะแนะนำยังไงดี มันเป็นวิชาดึงคะแนนเราลงด้วยอะ โดยเฉพาะอังกฤษคะแนนนี่หกสิบต้นๆ T_T (เราใช้เลขกับฟิดึงคะแนนขึ้น)  ลองถามรุ่นพี่คนอื่นดูละกันเนอะ

ช่วงเป็นนักศึกษาแพทย์ปีที่หนึ่ง&ตอบคำถามของอาจารย์

     หลายคนพูดกันว่า นักศึกษาแพทย์ปีหนึ่งนั้นเหมือนเป็นช่วงเวลาพักผ่อน ก่อนไปเจอของจริงในการเรียนอีกห้าปีที่เหลือ ตอนที่พิมพ์กระทู้นี้ตัวผมยังเรียนปีหนึ่งอยู่ ก็ไม่ได้รู้สึกว่าพักผ่อนขนาดนั้นนะ แต่ยอมรับว่าเนื้อหาส่วนใหญ่อย่างน้อยสัก 60% มันซ้ำกับที่เคยเรียนมาตอน ม.ปลาย ก็ช่วยให้เรียนง่ายขึ้นเยอะ ก็ไม่รู้จะเล่าอะไรเกี่ยวกับปีหนึ่ง แต่ถามมาได้นะครับ จะพยายามตอบ ^^

    เอาละ ถึงเป้าหมายของกระทู้นี้อีกเป้าหมายนึง ก็ที่พูดไปตอนแรกว่าจะตั้งกระทู้นี้มาแชร์ประสบการณ์ กับส่งงานอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเพื่อตอบคำถามสามอันคือ 1.Who am I 2.Why am I here 3.Where will I be ก็เรื่องที่เล่ามาข้างต้นก็ตอบคำถามเหล่านี้ไปส่วนนึงแล้ว แต่ผมตอบให้ชัดเจนไปเลยละกัน

    ก็คำถามเหล่านี้ตัวผมในแต่ละเวลาก็มีคำตอบที่ต่างกันไป อย่างตอน ม.ต้น ผมก็เป็นแค่เด็กต่างจังหวัดคนนึงที่เดินทางเข้ามาเรียนในกรุงเทพด้วยชื่อเสียงที่โด่งดังของโรงเรียน โดยไม่ได้ศึกษาบรรยากาศการเรียน หรือข่าวลือเกี่ยวกับโรงเรียนนี้มาก่อน และผมก็ซวยด้วยแหละที่ไปเจอรุ่นพี่พวกนั้น ก็ทำให้ผมรักแค่เพื่อน แต่ไม่เคยรักโรงเรียน หรือเคารพรุ่นพี่เลย ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ผมตั้งความฝันที่จะเข้าเรียนในโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เพื่อวิถีชีวิตที่ดีกว่า

    สำหรับตอน ม.ต้น นั้น ผมเป็นแค่เด็กคนนึงที่เตรียมอ่านหนังสือเข้าโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ตั้งแต่มอหนึ่งเทอมสอง ยอมรับว่าตั้งใจอ่านมากกว่าอ่านสอบเข้ามหาลัยอีก ที่ผมเลือกเข้าMWITS นั้นเพราะต้องการลดค่าใช้จ่ายครอบครัวและหาบรรยากาศในการเรียนที่แท้จริง ตอนเรียนก็เป็นเด็กธรรมดาทั่วๆไปในโรงเรียน เคยมีความฝันเป็นนักวิจัยตามอุดมการณ์ของโรงเรียนนะ แต่ด้วยการที่ตัวผมเองไม่อยากไปต่างประเทศ และการทำวิจัยในประเทศไทยก็ไม่ได้รับการสนับสนุนที่ดีเท่าที่ควร สุดท้ายผมก็เลยเลือกเรียนหมอเพราะเป็นอาชีพที่มั่นคงกว่า ผมยอมรับว่าตอนม.ปลาย ไม่เคยคิดอยากช่วยเหลือคนอื่นอะไรขนาดนั้นเลย ที่เลือกเรียนหมอเพราะแค่เงินจริงๆ

    แต่ปีที่ผ่านมา ความคิดของผมก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง หลังจากที่พ่อและแม่ของผมป่วยเป็นโรคต่างๆตามประสาคนแก่ และพี่ชายที่เป็นหมอก็ให้ผมไปอ่านเอกสารความรู้ต่างๆ ที่ทำให้ดูแลทั้งคู่ได้ดีขึ้น ,ไปเห็นการทำงานของแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราชตอนเฝ้าครอบครัวที่ห้องผ่าตัด และพบเจอกับรุ่นพี่ที่ตั้งใจอ่านหนังสือเพื่อหาความรู้ไปรักษาคนอื่น ก็รู้สึกว่าถ้าตั้งใจอุทิศตนทำงานเพื่อผู้อื่นจริงๆ ไม่ได้ตั้งเป้าหมายการทำงานเพื่อเงิน เราจะให้ความใส่ใจกับผู้ป่วยได้มากขึ้น มีความสุขกับการเห็นรอยยิ้มของคนป่วยที่หายดีและครอบครัวของเขา อันนั้นถึงเป็นเป้าหมายของการเป็นแพทย์ที่แท้จริง และตัวผมจะเป็นแพทย์ที่ดีแบบนั้นให้ได้อย่างแน่นอน ^^