วันที่ 27 มิถุนายน 2560

ชี้ผลศึกษาอีก 10 ปีนักสาธารณสุขตกงานแน่ !!

คณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ เห็นชอบผลการศึกษา “การวางแผนกำลังด้านสุขภาพของประเทศไทยในทศวรรษหน้า” ห่วงอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า กำลังคนวิชาชีพสาธารณสุขตกงานแน่ วิชาชีพสาธารณสุขที่ในอนาคต จะมีมากเกินความต้องการของประเทศ จะเกิดภาวะคนล้นงานแน่นอน รีบจัดทำข้อเสนอก่อนเกิดปัญหา ขณะที่แพทย์ พยาบาล แผนการผลิตพอเพียงกับความต้องการ เตรียมเสนอคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติเร็วๆ นี้

การประชุมคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2559 เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2559 ณ อาคารสุขภาพแห่งชาติ มี นพ.มงคล ณ สงขลา เป็นประธาน ได้พิจารณาผลการศึกษา การวางแผนกำลังด้านสุขภาพของประเทศไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2560-2569) ที่คณะอนุกรรมการวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพ มี นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ เป็นประธานนำเสนอ

นพ.มงคล ณ สงขลา ประธานกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความต้องการกำลังคนทางสุขภาพของประเทศให้สอดคล้องกับทิศทางระบบสุขภาพในอนาคต โดยมอบให้คณะอนุกรรมการฯ ไปจัดทำโดยนำภาพรวมของสถานการณ์กำลังคนด้านสุขภาพ ระบบสุขภาพที่พึงประสงค์ และปัจจัยต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อระบบสุขภาพ อาทิ การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร การเติบโตของสังคมเมือง นโยบายการปฏิรูป ฯลฯ มาประมวล วิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างความต้องการและทิศทางการผลิตกำลังคนด้านสุขภาพในอนาคต

ซึ่งผลสรุปของการศึกษาพบว่า วิชาชีพส่วนใหญ่ทั้ง แพทย์ ทันตแพทย์ พยาบาล กายภาพบำบัด แพทย์แผนไทย เภสัชกร เทคนิคการแพทย์ และสัตวแพทย์ อัตราการผลิตในปัจจุบันเป็นไปอย่างเหมาะสม กำลังคนในวิชาชีพเหล่านี้จะเพียงพอต่อความต้องการของประเทศในอนาคต จึงไม่จำเป็นต้องปรับเพิ่มอัตราการผลิตแล้ว แต่ควรมุ่งเน้นไปที่คุณภาพของกำลังคนเหล่านี้ที่ต้องเท่าทันความเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของระบบสุขภาพและสถานการณ์ในอนาคต โดยสถาบันผลิตกำลังคนต้องประสานงานใกล้ชิดกับองค์กรที่ใช้บุคลากร เพื่อให้สามารถผลิตกำลังคนได้อย่างเหมาะสมทั้งปริมาณและคุณภาพ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียโดยเปล่าประโยชน์

นพ.มงคล กล่าวว่า ข้อมูลจากผลการศึกษาที่น่ากังวลมาก คือ วิชาชีพสาธารณสุขที่ในอนาคต จะมีมากเกินความต้องการของประเทศ จะเกิดภาวะคนล้นงานแน่นอน ปัจจุบันมีผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพสาธารณสุข ทั้งนักวิชาการและเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน ประมาณ 54,000 คน ขณะที่ปริมาณความต้องการในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 24,000-30,000 คนเท่านั้น แต่ด้วยอัตราการผลิตที่ปัจจุบันมีกว่า 90 สถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอน ผลิตบัณฑิตปีละ 26,000 คน จึงคาดการณ์ได้ว่าจะมีนักสาธารณสุขจบการศึกษาอีกกว่า 267,000 คน

“บุคลากรที่จบการศึกษาวิชาชีพสาธารณสุขส่วนใหญ่จะประจำอยู่ในพื้นที่ชนบท องค์กรปกครองท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สถานีอนามัย แต่จากการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันและอนาคต บริบทของสังคมชนบทเริ่มจะหายไป บทบาทของ รพ.สต.น้อยลง ดังนั้น ความจำเป็นที่ต้องใช้บุคลากรด้านสาธารณสุขจึงน้อยลงด้วย คณะกรรมการกำลังคนฯ จึงมีข้อเสนอว่า จำเป็นต้องทบทวนจำนวนการผลิต และเร่งปรับคุณภาพบัณฑิตที่จะผลิตออก ให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการและบริบทของระบบสุขภาพในอนาคต”

นพ.ฑิณกร โนรี เลขานุการคณะอนุกรรมการวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศในทศวรรษหน้า กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้ดำเนินการโดยความร่วมมือของวิชาชีพต่างๆ ทั้งผู้ผลิต ผู้ใช้ และสภาวิชาชีพ เพื่อพัฒนาข้อเสนอที่เป็นทางเลือกเชิงนโยบายในเรื่องของการผลิต และการจัดสรรกำลังคนด้านสุขภาพทั้งในระดับส่วนกลางและระดับพื้นที่ โดยได้นำกระบวนการคาดการณ์ความต้องการด้วยวิธีการที่หลากหลาย โดยพิจารณาจากอัตราการใช้บริการปัจจุบันมาพยากรณ์ถึงความต้องการในอนาคต

“ผลการศึกษาครั้งนี้จะเป็นการส่งสัญญาณไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบการศึกษา สามารถนำไปใช้วางแผนการศึกษาผลิตกำลังคนด้านสุขภาพได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น ในวันนี้คณะกรรมการฯได้เห็นชอบผลการศึกษาแล้ว โดยได้มอบให้ฝ่ายเลขานุการไปพัฒนาข้อเสนอนโยบายที่ชัดเจน สามารถนำไปวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพได้สอดคล้องสถานการณ์ หลังจากนั้นคณะกรรมการฯ จะพิจารณาข้อเสนอนโยบายก่อนนำเสนอต่อคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ที่มี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ในเดือนพฤศจิกายนนี้ต่อไป เพื่อเสนอเป็นโยบายให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการต่อไป” 

UniGang : หลังจาก หมอมงคล ออกมาให้ข่าวในครั้งแรก มีสระแสต่อต้านผลวิจัยอย่างมาก  หมอมงคลออกให้ข่าว ยืนยันอีกครั้ง ...

“หมอมงคล” ยืนยันมติ คกก.กำลังคนด้านสุขภาพเห็นชอบผลการศึกษา แผนกำลังคนด้านสุขภาพทศวรรษหน้า ระบุข้อมูลชี้ชัด นักสาธารณสุขล้น อนาคตเรียนจบไม่มีงานทำ ชี้ต้องจำกัดการผลิตเพิ่ม ลดความสูญเสียทรัพยากรคนของประเทศ หลังมีสถาบันการศึกษา 90 แห่ง แห่เปิดหลักสูตรเพื่อมุ่งหารายได้หลังออกนอกระบบ แนะต้องเน้นสนับสนุนผลิตคนในวิชาชีพที่ยังต้องการจำนวนมากทั้งงานช่าง งานเทคนิค และงานไอที หนุนพัฒนาประเทศ ย้ำการพิจารณา คกก.กำลังคนด้านสุขภาพ ไม่ได้ทำร้ายใคร แต่เป็นความปรารถนาดี

“วันนี้แม้แต่แพทย์เองก็ไม่ต้องเร่งผลิตเพิ่มแล้ว เพราะการผลิตในอัตราปกติที่เป็นอยู่นั้นเพียงพอกับการสูญเสียแล้ว ขณะที่อัตราการเพิ่มประชากรของประเทศยังลดลง แม้ว่าจะมีแนวโน้มผู้สูงอายุมากขึ้น แต่จำนวนการผลิตเพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว เช่นเดียวกับนักสาธารณสุข ซึ่งหากยังคงเร่งการผลิตอย่างเดิม อีกหน่อยคนจะเหลือและไม่มีงานทำ ดังนั้นจึงควรหันมุ่งผลิตวิชาชีพอื่นที่ยังมีความต้องการอยู่มาก เพราะไม่เช่นนั้นเราคงไปแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ เรื่องนี้เราต้องดูให้ดี”

ส่วนที่มีการระบุว่า ขณะนี้นโยบายด้านสุขภาพของประเทศได้เน้นให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่มีวิชาชีพสาธารณสุขเป็นผู้ปฏิบัติที่สำคัญเพื่อทำให้บรรลุได้ นพ.มงคล กล่าวว่า งานส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคกับจำนวนนักสาธารณสุขที่มีอยู่เกินพอแล้ว และเรารู้อยู่ว่าการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคเป็นเรื่องปัจเจกบุคคลที่ต้องทำด้วยตนเอง ทั้งการเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพ กินอาหารที่เหมาะสม และการออกกำลังกาย เป็นต้น ซึ่งการมีการศึกษาที่ดีและความตระหนักสามารถช่วยไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว ขณะที่คำแนะนำนั้นมีผลไม่ถึง บางครั้งยังเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ซึ่งการที่ผลิตเพื่อถมคนลงไปทำเรื่องนี้มากๆ และคิดว่าจะทำให้เกิดการส่งเสริมสุขภาพนั้นไม่มีทาง ดังนั้นเราควรใช้นักสาธารณสุขในจำนวนที่มีอยู่ให้ดีที่สุด  

“ขณะนี้จำนวนนักสาธารณสุขเกินความต้องการอยู่แล้ว ทำอย่างไรไม่ให้มีการเร่งผลิตเพิ่มและควรต้องหยุดเลยทันที ซึ่งปีนี้รับรองว่าเมื่อนักศึกษาที่เรียนหลักสูตรนักสาธารณสุขออกมาก็จะยังไม่มีงานทำ แล้วเราจะปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไปหรือไม่ เมื่อเกิดการเดินขบวนแล้วเราจะไปหางานที่ไหนให้เขาทำ ตรงนี้อยากให้คิดให้ดี”

นพ.มงคล กล่าวทิ้งท้ายว่า ในเรื่องนี้คณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพ ได้พิจารณาไปตามข้อมูลซึ่งได้มีการศึกษาและข้อเท็จจริงที่ปรากฎ ไม่มีใครอยากทำความเดือดร้อนให้ใคร ทุกคนต่างอยากให้ผู้ที่กำลังศึกษาหรือที่จะเข้าสู่สถาบันการศึกษามีความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานและมีชีวิตที่ดี จบแล้วต้องมีงานทำ ไม่ใช่จบแล้วตกงาน หางานทำไม่ได้ ไม่มีอาชีพ ซึ่งนอกจากทำให้ตัวเองสูญเสียโอกาสแล้ว ประเทศชาติยังเสียประโยชน์ไปด้วย ดังนั้นจึงอย่ากังวลว่ามติของคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพที่เห็นชอบนี้จะไปมุ่งทำร้ายใคร แต่เป็นความปรารถนาดีต่อผู้ที่กำลังเลือกเส้นทางอาชีพตนเอง และปรารถนาต่อประเทศในการจัดทรัพยากรคนให้เหมาะสมกับการพัฒนาประเทศ

...............................................................................

UniGang หลังจากข่าว นักสาธารสุข อีก 10 ปี เตรียมตกงาน ออกมา ก็ได้มีนักวิชาการสาธารณสุข ออกมาโต้แย้งทันที  บอกยังขาดแคลนอีกมาก การแพทย์ก็กระจุกตัวเฉพาะเมืองใหญ่  

................................................................................

นายริซกี สาร๊ะ เลขาธิการชมรมนักวิชาการสาธารณสาธารณสุข (ประเทศไทย) กล่างถึงผลการศึกษาการวางแผนกำลังด้านสุขภาพของประเทศไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2560-2569) ที่คณะอนุกรรมการวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพ ได้นำเสนอต่อคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ว่า การที่แพทย์ออกมาวิจัยแทนนักสาธารณสุขว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้าคนจะล้นงาน ถือเป็นการตั้งธงว่าวิชาชีพนี้จะไม่ขาดแคลน ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของหลายวิชาชีพที่คัดค้านการมีวิชาชีพสาธารณสุขมาก่อนหน้านี้หลายสิบปีที่ผ่านมาแล้ว อย่างไรก็ตามงานวิจัยดังกล่าวอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน เพราะอัตรากำลังตามภาระงานของ รพ.สต.ยังขาดแคลนอีกมากมายหลายแห่ง

ทั้งนี้เมื่อนำข้อมูลเทียบคียงในสัดส่วนของวิชาชีพแพทย์เอง คงไม่ต้องมองถึง 10 ปีข้างหน้า เพราะในปัจจุบันแพทย์ที่รัฐใช้งบผลิตจนล้นตลาด แต่สุดท้ายกลับเป็นการผลิตป้อนเอกชนแทน ภาพที่ปรากฏให้เห็นแพทย์ส่วนใหญ่ยังคงละทิ้งชนบทไปกระจุกในเมืองใหญ่จนล้น หรือไปศึกษาต่อเฉพาะทาง จนอัตรากำลังในชนบทขาดแคลน และนี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่จำเป็นจะต้องจัดสรรค่าตอบแทนให้แพทย์ในราคาแพง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้แพทย์ไม่ทอดทิ้งชนบท

นายริซกี กล่าวต่อวว่า เรื่องกำลังคนของวิชาชีพการสาธารณสุข โดยมุมมองคนสาธารณสุขเอง คือการอภิบาลระบบที่คำนึงถึงผลลัพธ์ทางสุขภาพของประชาชน โดยควรจัดสรรกำลังคนในสายงานวิชาชีพสาธารณสุขที่เป็นธรรมเหมาะสม เพื่อดูแลประชาชนได้อย่างทั่วถึง และสามารถส่งมอบบริการให้ประชาชนได้อย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบสาธารณสุข นอกจากนี้ยังควรคำนึงถึงความเจริญก้าวหน้าของบุคลากรสาธารณสุขเหล่านี้ที่อยู่ในระบบและถือเป็นกำลังคนด้านสุขภาพที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน รวมถึงบุคลากรสาธารณสุขที่ยังค้างท่อไม่ได้รับการบรรจุและกำลังทำงานอยู่ในระบบ ควรหาทางช่วยเหลือสนับสนุนให้ได้รับการบรรจุตามกรอบโครงสร้างอัตรากำลังใหม่ของ รพ.สต.

“ดังนั้นอย่าเอาธง 10 ปีข้างหน้ามาเป็นข้อจำกัด สิทธิและ ความก้าวหน้าหมออนามัยหรือกลุ่มวิชาชีพสาธารณสุขเหล่านี้เลย” นายริซกี กล่าวและว่า ส่วนที่กำลังทำการศึกษาอยู่ในปัจจุบัน และการควบคุมการผลิตของสถาบันการศึกษาต่างๆ ในอนาคตคงเป็นหน้าที่สภาการสาธารณสุขชุมชนในอนาคตอันใกล้นี้ที่จะต้องมาดูแลเรื่องนี้กันต่อไป

ด้านนางทัศนีย์ บัวคำ ประธานสมาพันธ์เครือข่ายสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมไทย (สคสท.) กล่าวว่า งานวิจัยอาจตอบโจทย์เจ้าของทุนที่สนับสนุนงานวิจัย ตราบใดที่เจ้าภาพหลักคือกระทรวงสาธารณสุขยังไม่ยอมทำการเปิดตลาดสร้างสุขภาพเป็นด้านหลัก และงานวิจัยชิ้นใหม่อาจต้องให้นิยามขอบเขตของคำว่า “วิชาชีพขาดแคลน” และคำว่า “ล้นตลาด” กันใหม่ ตราบใดที่ยังวางกรอบแนวคิดที่แคบเหมือนเช่นเคย โดยยึดติดกับวิธีคำนวณสัดส่วนแบบเดิมๆ คือ อ้างอิงเฉพาะพื้นที่ Population Ratio แต่ไม่ได้นำภาระงาน Workload ค่างาน FTE ไปคำนวณอย่างเป็นธรรม จึงไม่ต้องแปลกใจว่า คำตอบที่ได้รับจากงานวิจัยที่ออกมา วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนยังคงล้นตลาด และไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มวิชาชีพที่ขาดแคลน 

Credit   hfocus , hfocus

abac