อาชีพในฝัน มิวสิก ไดเรกเตอร์
คณะในฝัน
นรเศรษฐ หมัดคง (ซี้ด)
มิวสิก ไดเรกเตอร์ แห่ง บริษัท Work + D จำกัด / ดีเจ / คอลัมนิสต์
การศึกษา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
...บทสัมภาษณ์ของพี่ซี้ดจากหนังสือจบลงตรงนี้
“ความรักใน ดนตรีไม่ได้จำกัดว่าเราจะต้องมาทำอาชีพนักดนตรีเท่านั้น แม้เราจะเป็นทนายความหรือนักธุรกิจ เราก็สามารถนำความสนใจของเรามาใช้ในโอกาสต่างๆ ได้ ดนตรีมีเรื่องราวมากมายให้เรียนรู้ เพียงแค่เราฟังมันอย่างใส่ใจ เราก็จะเห็นประวัติศาสตร์และเรื่องราวของยุคสมัยต่างๆ อยู่ในนั้น”
ความสำเร็จของพี่ชายที่แสนดีคนนี้ เริ่มจาก…
เสียง ซาวนด์ เรื่องราว
จาก เด็กผู้ชายธรรมดาๆ ที่รักดนตรีและหนังสือ พี่ซี้ดเป็นเด็กต่างจังหวัดในยุคที่การสื่อสารยังไม่ทันสมัยเหมือนตอนนี้ หนังสือหรือสื่อต่างๆ ยังไม่แพร่หลาย พี่ซี้ดขวนขวายหาหนังสืออ่านด้วยใจรัก เริ่มจากการอ่านวรรณกรรมและนิยายของแม่กับพี่สาว จากนั้นไปแอบอ่าน “ฟ้าเมืองไทย” นิตยสารรายสัปดาห์ที่ร้านขายกาแฟข้างบ้านเป็นประจำ และต่อมาก็ได้รู้จักนิตยสารรายสัปดาห์อีกเล่มคือ “บางกอก” ที่ นิยายหลายๆ เรื่องในนิตยสารฉบับนี้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นละครวิทยุ นำพาให้พี่ซี้ดลื่นไหลไปกับเสียงและเรื่องราวที่ได้ยินอีกรอบ เกิดเป็นแรงผลักให้พี่ซี้ดมุ่งมั่นที่จะเขียนหนังสือให้ได้ เล่นดนตรีให้เป็น เพื่อจะได้มาเดินอยู่บนเส้นทางสายนี้
พี่ซี้ดเริ่ม ตั้งวงดนตรีชื่อ “Snoopy” กับเพื่อนๆ สมัยเรียนมัธยมที่ อ.หาดใหญ่ และสนใจศึกษาประวัติศาสตร์กับภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก ทำคะแนนได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ของโรงเรียน หลังจากนั้นพี่ซี้ดต้องหันเหไปเรียนอาชีวศึกษาในสาขาช่างก่อสร้าง ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในชีวิตเป็นอย่างมาก จากเด็กที่เอาแต่อ่านหนังสือ เข้าห้องสมุด ก็กลายเป็นเด็กเทคโนฯ ที่เล่นดนตรีทุกวัน เป็นวัยรุ่นที่เต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน อยากเอาชนะ เลยเป็นเหตุให้ต้องออกจากโรงเรียนก่อนจะเรียนจบ เพราะประท้วงผู้อำนวยการคนใหม่ที่มีหลักการไม่ตรงกัน

ดิสโกเทก...ลานสเกต
หลัง จากนั้นพี่ซี้ดจึงออกมาทำงานเป็นดีเจเปิดแผ่นในลานสเกต ในยุคที่ยังใช้เครื่องเล่นเทปแบบที่ต้องกรอฟังในหูแล้วกะจังหวะเปิดให้ตรง กันพอดี และเริ่ิมตระเวนเป็นดีเจตามดิสโกเทกไปทั่วประเทศ ทำให้รู้จักวิธีการเป็นดีเจเปิดแผ่นเสียงด้วย Turntables ช่วงชีวิตในตอนนั้นแม้พี่ซี้ดจะไม่ได้เรียนหนังสือ แต่ในกระเป๋าแผ่นเสียงจะต้องมีหนังสือติดไปอ่านเพื่อหาความรู้ด้วยตัว เองอยู่เสมอ นอกจากนี้พี่ซี้ดยังได้รับอิทธิพลจากการติดตามดูรายการ “เที่ยงวันอาทิตย์” และ “บันเทิงคดี” ของพี่มาโนช พุตตาล พร้อมทั้งฟังรายการวิทยุ Nite Spot ที่เปิดเพลงจากฝั่งอังกฤษและอเมริกา โดยดีเจรุ่นเก๋าอย่างป้าแต๋ว วาสนา วีระชาติพลี และพี่หมึก วิโรจน์ ควันธรรมอีกด้วย
จนถึงช่วงปี พ.ศ. 2534 วัฒนธรรมดีเจได้ซาไป ดนตรีร็อกเริ่มเข้ามาแทนที่ พี่ซี้ดจึงหันไปศึกษาด้านศาสนาอยู่ 2 ปี เพื่อสงบสติอารมณ์ ลดความพลุ่งพล่านของตัวเอง และจุดเปลี่ยนก็เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อได้มีโอกาสจัดคอนเสิร์ตให้กับวงไมโคร ที่หาดใหญ่ หลังจากนั้นจึงเดินทางกลับกรุงเทพฯ และตัดสินใจกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง นอกเหนือจากการฟังเพลงและอ่านหนังสือที่ทำอยู่เป็นประจำ

จุดกำเนิดของ GT—Generation Terrorist
ใน ระหว่างที่หาวุฒิทางการศึกษาให้กับตัวเองนั้น พี่ซี้ดได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในห้องสมุด อ่านหนังสือทุกประเภท ประกอบกับการกลับมาอีกครั้งของคุณวาสนา วีระชาติพลีกับรายการ Radio Active ทาง 94.0 FM ซึ่งมาพร้อมกับวงใหม่อย่างเช่น Extreme, Blur, Manic Street Preachers ฯลฯ ได้จุดประกายความฝันให้พี่ซี้ดอยากทำนิตยสารเกี่ยวกับเพลงขึ้นมาทันที เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีนิตยสารที่นำเสนอเกี่ยวกับเพลงทันสมัยอย่าง NME (New Musical Express) หรือ Melody Maker ของประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นคลังความรู้ให้กับดีเจวาสนาใช้อ่านประกอบการให้ข้อมูลเวลาจัดรายการ พี่ซี้ดมองเห็นโอกาสและช่องทางการทำหนังสือจากช่วงว่างนี้ จึงกลายให้เป็นจุดกำเนิดของตำนานนิตยสารเพลง GT ในเวลาต่อมา

“เป็น นักเขียนก็ไม่มีใครรู้จัก เราก็เลยทำหนังสือเองเลย เรารู้วิธีเขียนหนังสือเพราะเราอ่านมาเยอะ แต่ไม่เคยเรียนรู้การทำหนังสือว่าต้องมีกี่ยก ทำ Dummy เป็นยังไง อาร์ตเวิร์กต้องทำแบบไหน ก็คิดง่ายๆ ว่าเดี๋ยวชวนคนที่ทำเป็นมาทำให้ก็ได้ แต่พอมาทำเข้าจริงๆ แล้ว ก็ต้องเรียนรู้กับมันอย่างละเอียด”
“พี่ เป็นทั้งบรรณาธิการและนักเขียนโนเนมมาก แต่อาศัยว่าเราฟังรายการวิทยุของคุณวาสนาอยู่เป็นประจำ เลยคัดเลือกนักเขียนมาจากคนฟังที่ชอบโทรศัพท์เข้ามาตอบปัญหาในรายการถูกต้อง มากที่สุด ไม่มีนักเขียน Big Name เลย แต่ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เป็นช่วงที่วงการเพลงกำลังไปได้ดีด้วย เลยทำให้ตัวพี่และ GT มีโอกาสก้าวกระโดดออกมาอยู่ในวงการได้”
GT อยู่บนถนนสายดนตรีได้ 45 ฉบับ เป็นเวลา 5 ปี ต้องปิดตัวไปเนื่องจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540
“พี่ ทำหนังสือประสบความสำเร็จในแง่ของชื่อเสียงของตัวเองและเครดิตในวงการ เป็นที่ยอมรับว่าเรามีความชัดเจนทางด้านนี้ ส่วนใหญคิดว่าว่าเราใช่ นิตยสารเพลงฉบับอื่นๆ ก็มี แต่ไม่ได้เป็นคู่แข่งเรา เนื่องจากความชัดเจนของเนื้อหาที่โดดเด่นและแปลกแยกแตกต่างออกมา และเราก็นำเสนอทุกแนวเพลงที่เน้นความล้ำสมัยไม่ว่าจะเป็นดนตรีร็อก ป๊อป แจ๊ซ หรืออิเล็กทรอนิกส์”
แม้จะไม่ประสบความสำเร็จทางด้านตัวเงิน แต่พี่ซี้ดบอกว่าก้าวแรกในการทำหนังสือ ถือว่าประสบความสำเร็จสูงสุด สามารถสร้างชื่อได้ด้วยตัวเอง และวางสถานะของตัวเองได้อย่างชัดเจนในแวดวงดนตรีและหนังสือตามที่ใจฝัน

“ดนตรีแห่งอนาคต” ทุกตัวต่อของพี่ซี้ด
“พี่เรียนรู้การจัดเนื้อหาหนังสือและการเป็นบรรณาธิการมาจากมติชนสุดสัปดาห์ นิตยสารฉบับนี้ให้ความรู้พี่เยอะมาก พี่ติดตามมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กนักเรียนมัธยมต้น เป็นเล่มแรกในชีวิตเลย พอมีอายุได้ยี่สิบสองยี่สิบสาม ก็ตั้งใจและบอกกับตัวเองว่าต้องเป็นนักเขียนในหนังสือเล่มนี้ให้ได้”
พี่ ซี้ดได้รับการชักชวนจากเพื่อนซึ่งเป็นเจ้าของคลับหรู Red Bar ให้กลับไปเป็นดีเจและช่วยจัดหาแนวเพลงที่จะใช้เปิดในคลับ สร้างประสบการณ์มิรู้ลืมให้แก่แฟนเพลงมากมาย ซึ่งหนึ่งในบรรดาแขกที่มาฟังเพลง คือคุณเสถียร จันทิมาธร บรรณาธิการบริหารนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ นั่นเอง ซึ่งได้เอ่ยปากชวนพี่ซี้ดว่า “มาเขียนให้มติชนสุดสัปดาห์หน่อยซิครับ” การจะได้มีงานเขียนตีพิมพ์ร่วมกับยอดฝีมืออย่าง วาณิช จรุงกิจอนันต์ นิวัติ กองเพียร หรือเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์นั้น ทำให้พี่ซี้ดเกิดไม่มีความมั่นใจในความสามารถของตัวเอง เลยไม่กล้าตกลงในตอนแรก จนกระทั่งได้รับการชักชวนเป็นครั้งที่ 2 คอลัมน์ “ดนตรีแห่งอนาคต” จึงเกิดขึ้น
“เป็นการถ่ายทอดความรู้ ความฝัน ประสบการณ์ทั้งหมดที่เรามี ซึ่งมาจากการเรียนในมหาวิทยาลัย การอ่านหนังสือหรือวรรณกรรมต่างๆ การใช้ชีวิตในโลกภายนอกห้องเรียน และอีกมากมาย ได้ถูกปลดปล่อยผ่านคอลัมน์นี้ทั้งหมด ได้นำเสนอ Jigsaw ทุกตัวทั้ง ดนตรี หนังสือ การเมือง ประสบการณ์ต่างๆ ขีดเขียนชีวิตและเรื่องราวผ่านเพลงแต่ละเพลง ผ่านอัลบัมต่างๆ ผ่านดนตรีหลากหลายสไตล์ เพราะในแต่ละเพลงแต่ละอัลบัมนั้นพี่ได้รู้จักกับประวัติศาสตร์มากมาย ทำให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวของโลกในยุคสมัยต่างๆ ผ่านทางดนตรี เนื้อหาของแต่ละเพลงพูดถึงสงคราม เหตุการณ์ต่างๆ วิถีชีวิต ผู้คน แฟชั่น อาหารการกิน และทุกๆ อย่างที่เราไม่เคยได้พบเห็นหรือรู้จักมาก่อน เหมือนกับเดินเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุด”
พี่ซี้ดแจ้งเกิดในการ เป็นนักเขียนอย่างเต็มตัว มีชื่อเสียงโดดเด่นในด้านเป็นตัวของตัวเองอย่างชัดเจน กลายเป็นกูรูในแวดวงดนตรี และได้ทำงานในเส้นทางที่ตนเองใฝ่ฝัน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากตัวโน้ตและตัวหนังสือ เป็นชีวิตแบบที่พี่ซี้ดบอกว่า “ลำต้นคด แต่ปลายตรง” คือไม่ว่าจะคดเคี้ยวไปมาขนาดไหน แต่สุดท้ายก็เอาดี (ทางด้านดนตรี) จนได้
ปัจจุบัน พี่ซี้ด “เป็นทุกอย่างที่เกี่ยวกับตัวโน้ตและตัวหนังสือ” ทั้งนักเขียน นักวิจารณ์เพลง อาจารย์พิเศษ และอื่นๆ อีกมากมาย สาธยายกันไม่หมด สำหรับแฟนพันธุ์แท้คลิกไปที่ www.uradio.in.th ศูนย์รวมวิทยุออนไลน์ และพบกับพี่ซี้ดได้ที่ห้อง GTRonline ได้เลยค่ะ
Credit www.pbmpublications.com





ใช่แล้ว..ดนตรีมันอยู่ในหัวใจ ฮิ้วววว~