วันที่ 27 มีนาคม 2560

สวยสะดุดตา “แปม-ศิรภัสรา” ติวเตอร์ภาษาอังกฤษ สวย ใจดี ที่เด็กๆ อยากเรียนด้วย

     ติวเตอร์ภาษาอังกฤษ สวย ใจดี ที่เด็กๆ อยากเรียนด้วย อีกทั้งยังมีอาชีพหลักเป็นนักร้องนักแสดง “แปม-ศิรภัสรา สินตระการพล” สาวหน้าหวานที่หนุ่มๆ เห็นแล้ว แทบละลาย... 

        
          มีความฝันว่าอยากจะเป็นนักร้องมาตั้งแต่เด็ก ก่อนมีโอกาสไปประกวดร้องเพลงที่เกาหลีและได้รางวัลกลับมาจนทางค่าย Do A Dot เห็นแววรุ่ง จึงได้เซ็นสัญญาเป็นศิลปินนักร้อง และโอกาสทองก็เกิดขึ้นอีก เมื่อได้ไปแคสติ้งและมีงานแสดงเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
       
       นอกจากนั้น การเป็นติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษ ยังเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่แปม-ศิรภัสรา ทำได้ดี เพราะเรียนจบมาด้านนี้และอยากจะใช้สิ่งที่เรียนมาให้เป็นประโยชน์จนได้มีโอกาสไปออดิชันกับสถาบันกวดวิชา KPN SMART เป็นติวเตอร์แสนสวย ใจดี ที่น้องๆ นักเรียนต่างมีความสุขในการเรียนกับเธอ... 

        
           • เป็นทั้งนักแสดง นักร้อง เริ่มต้นมาอย่างไรคะบนทางสายนี้
       
       แปมไปประกวดร้องเพลงที่เกาหลีค่ะ ชื่อรายการว่า Global Super Idol และได้รางวัลที่ 2 พอกลับมาอยู่ประเทศไทยได้สักพัก ก็มีพี่จากทางค่าย Do A Dot ของเวิร์คพอยท์ เรียกเราให้เข้าไปออดิชัน เพราะเขาเห็นผลงานเราจากยูทิวบ์ ปรากฏว่าออดิชันผ่าน ก็ได้มาเป็นศิลปินค่ะ ส่วนเรื่องการแสดง เริ่มมาจากที่เราได้เข้ามาเป็นนักร้องในค่ายได้สักพักหนึ่ง เขาก็เปิดโอกาสให้เราลองไปแคสต์บทละครบ้าง ซีรีส์บ้าง และปรากฏว่าแคสต์ผ่านเหมือนกัน เลยได้มาเล่นละครด้วยค่ะ (ยิ้ม)
       
        • ทั้งหมดนี้เกิดจากความฝันใฝ่ของเราเลยหรือเปล่า
       
       ก็ไม่ทั้งหมดนะคะ เพราะจริงๆ ความฝันตั้งแต่เด็กเลย แปมอยากเป็นนักร้องค่ะ ส่วนนักแสดงไม่คิดว่าจะเป็นเลยนะคะ เพราะตอนเด็ก เป็นคนที่ขี้อายมากเลยค่ะ แล้วเวลาเข้าคลาสเรียนแอกติ้งก็จะทำไม่ได้เท่าไหร่ ก็เลยคิดว่าไม่อยากเป็นนักแสดง อยากเป็นนักร้องอย่างเดียว แต่พอได้มาเป็นนักแสดง ก็เซอร์ไพรส์กับตัวเองเหมือนกัน เหมือนว่าเราเริ่มปรับทัศนคติตัวเองว่า เราจะมองการแสดงยังไงให้ดูน่าสนุก แปมมองว่ามันเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งนะ พอเราตั้งใจทำ ปล่อยไปตามธรรมชาติ มันก็ออกมาดี และเราก็เริ่มที่จะชอบไปแล้วด้วยค่ะ (ยิ้ม) 

        
           • แล้วบทบาทล่าสุด กับการเป็นติวเตอร์ล่ะคะ
       
       ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะมาเป็นติวเตอร์นะคะ แต่พอเราได้ลองไปทำ เราก็รู้สึกชอบ อาจจะเพราะว่ามันเกี่ยวกับสิ่งที่เราชอบด้วย อย่างภาษาอังกฤษ แปมจะชอบพูด ชอบฟังอยู่แล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองจะต้องมาเป็นครู เพราะไม่คิดว่าเราจะสอนใครได้ แต่พอได้ทำ เราก็พบว่ามันไม่ได้ยาก กลายเป็นว่าเราได้ทบทวนในสิ่งที่เราเคยลืมไปด้วย อีกอย่างหนึ่งมันก็เป็นประโยชน์ต่อน้องๆ ที่เราสอนและเป็นประโยชน์ต่อตัวเองด้วยค่ะ แปมอยากจะใช้ทุกอย่างที่เราเคยเรียนมา มาทำเป็นอาชีพ ทำอะไรก็ได้ที่ส่งผลดีกับตัวเอง ซึ่งภาษาอังกฤษ เราก็ชอบมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน เพราะเราเรียนจบเกี่ยวกับอังกฤษธุรกิจ นานาชาติมาด้วย เลยอยากใช้ตรงนี้ให้เป็นประโยชน์ค่ะ
       
       แปมเป็นติวเตอร์มาได้ครึ่งปีแล้วค่ะ ตั้งแต่กลางปีที่แล้ว ตรงนี้เริ่มจากมีเพื่อนที่ทำงานที่ KPN SMART (สถาบันกวดวิชาเคพีเอ็น สมาร์ท) มาถามว่าเราอยากจะลองมาเป็นติวเตอร์ไหม เพราะว่าเราเรียนมาด้วยกัน เรียนคณะเดียวกัน แล้วเขาก็เห็นว่าภาษาอังกฤษเราพอใช้ได้ ก็เลยชวนให้เราลองไปออดิชันดู การออดิชันก็คือ เราต้องทดลองสอนหน้ากล้อง เพราะมันเป็นการสอนแบบถ่ายวิดีโอ แล้วเขาก็จะไปทำกราฟิกตามที่เราพูด จากนั้นก็เอาไปลงตามสาขาต่างๆ ให้เด็กมาเปิดดู อะไรทำนองนี้ค่ะ ซึ่งพอเราลองไปดู เขาก็โอเคกับเรา เลยได้เซ็นสัญญากับทางสถาบันนี้
       
        • เรามีแผนการสอนและสไตล์การสอนอย่างไรบ้าง
       
       แปมต้องเตรียมการสอนค่อนข้างเยอะค่ะ เทปหนึ่งจะใช้เวลาประมาณ 40-45 นาที เราก็ต้องดูว่าในเวลาเท่านั้น เราสอนเรื่องนี้ จะทำให้น้องๆ เข้าใจทั้งหมดได้อย่างไร ก็ต้องเตรียมไปเยอะเหมือนกัน อาจจะเขียนใส่กระดาษหรือทำใส่เพาเวอร์พอยต์ไปเปิด แล้วก็พูดตามในสิ่งที่เราเตรียม จริงๆ เขาจะมีหัวข้อและเนื้อหามาให้ หน้าที่ของเราก็คือไปเตรียมว่าจะสอนอย่างไร
       
       ส่วนสไตล์การสอน แปมเป็นคนสนุก ไม่ดุเลยค่ะ เป็นแบบผีบ้า ก็จะมีแบบเล่นมุกบ้าง บางทีก็จะมีนอกเรื่องบ้าง (หัวเราะ) อย่างเวลายกตัวอย่าง ก็จะยกตัวอย่างตลกๆ ค่ะ ซึ่งเขาก็จะจำอะไรที่ตลกๆ ได้ ให้เขาเห็นภาพตาม เพราะเราจะไม่ได้มาดุหรือว่าเครียดให้น้องเขารู้สึกอึดอัด ฟีดแบ็กกลับมาก็ดีนะคะ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นฟีดแบ็กจากคุณครูหรือว่าคนที่ดูแลหัวข้อเนื้อหาที่เราทำอยู่ เขาก็บอกว่าโอเคนะ เราพูดสนุก เหมือนเป็นอารมณ์พี่สอนน้องมากกว่า ไม่ใช่ในแบบคุณครูมาสอนเด็ก เลยทำให้เด็กไม่เบื่อค่ะ 

        
           • ในฐานะที่เป็นติวเตอร์ คิดว่าจำเป็นมากน้อยแค่ไหนที่จะมีอาชีพนี้ การเรียนพิเศษช่วยให้เด็กเข้าใจมากขึ้นจริงๆ ใช่ไหมคะ เพราะพ่อแม่บางคนอาจมองว่าเป็นการฟุ่มเฟือย ควรตั้งใจเรียนในโรงเรียนมากกว่า
       
       จำเป็นมากนะคะ (ตอบเร็ว) ยกตัวอย่างง่ายๆ เลย ตอน ม.ปลาย เราก็ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนอย่างเดียวนะ พูดตรงๆ เราก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนมาก หรืออย่างเด็กบางคนอาจจะไม่ได้ความรู้จากการที่เราไปเรียนมาก การบ้านถามว่าทำไหม อันนี้เราก็ไม่รู้อีก และยิ่งสมัยนี้มันมีโซเชียลเน็ตเวิร์กเยอะมาก มือถือก็สามารถเอาไปโรงเรียนได้ แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไงว่าเขาตั้งใจเรียน หรือว่าได้ความรู้จากตรงนั้นมากพอ สำหรับเด็กบางคนที่เขารู้สึกว่าเขาเรียนแล้วมันยังไม่พอ เขาอยากทบทวน เขาก็จะไปหาติวเตอร์ ซึ่งแปมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่จำเป็นนะ
       
       ถามว่าช่วยให้เด็กเข้าใจมากขึ้นไหม ตรงนี้ก็แล้วแต่คนด้วยค่ะ บางคนเขาเรียนในห้อง เขาก็ว่ามันพอแล้ว แต่ว่าส่วนใหญ่ก็จะไปหาติวเตอร์เพิ่ม เหมือนเราเรียนนอกเวลา เราได้ถามได้อะไรที่ในห้องเรียนเราอาจจะไม่ได้ ครูอาจจะอธิบายไม่หมด ติวเตอร์ก็จะสามารถตอบได้ค่ะ แล้วยิ่งในบางวิชาไม่ใช่แค่ภาษาอังกฤษนะ อย่างสายวิทย์ พวกเคมี วิทยาศาสตร์ ในห้องเรียนมันอาจจะไม่พอ เพราะมันค่อนข้างจะละเอียด มีเพื่อนแปมที่เขาสอนเคมีอยู่ เขาก็บอกว่าน้องๆ ไม่เข้าใจเยอะนะ พอมาเรียนกับเขาก็จะถามเยอะมากๆ กลายเป็นว่าพออยู่ในโรงเรียนแล้วไม่กล้าถาม เพราะว่าคนเยอะ พอมาเรียนกับติวเตอร์ เรียนตัวต่อตัวหรือว่าเป็นกรุ๊ปเล็กๆ จะมีความรู้สึกกล้ามากกว่า แล้วก็ตั้งใจโฟกัสได้มากกว่า
       
       และจริงๆ มันก็สามารถมองว่าฟุ่มเฟือยได้นะคะ เพราะบางที สถาบันกวดวิชาแพงกว่าค่าเทอมก็มี แปมอยากจะบอกน้องๆ ที่คุณพ่อคุณแม่อาจจะกำลังทรัพย์ไม่พอ ว่าให้ตั้งใจเรียนในโรงเรียนให้ดีที่สุด เพราะเป็นหน้าที่ของเรา
       
        • คิดยังไงกับทักษะภาษาอังกฤษของคนไทยบ้างคะ ที่เขาบอกว่าคนไทยไม่กล้าพูด เพราะกลัวพูดผิดแล้วโดนดูถูก
       
       มันก็น่าจะเกี่ยวกันนะคะ เพราะทุกอย่างมันส่งผลถึงกันหมด แต่ส่วนตัวแปมชื่นชมคนที่แม้ว่าเขาจะไม่ได้เก่ง แต่เขาพยายามที่จะพูด ที่จะสื่อสาร เพราะบางทีฝรั่งที่มาไทย เขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าคนไทยจะต้องสื่อสารกับเขาได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือสำเนียงดี เขาแค่รู้สึกว่าถ้าคนไทยคุยกับเขา พยายามที่จะฟังเขา จะสื่อสารกับเขา เขาก็รู้สึกดีแล้ว เหมือนอย่างเราไปต่างประเทศแล้วเรารู้สึกว่าใครที่พยายามจะคุยกับเราด้วยภาษาไทยหรือจะฟังภาษาไทย เราก็รู้สึกดีนะ รู้สึกว่าเธอพยายาม ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมเราจะไม่เหมือนกัน
       
       แปมไม่อยากให้ปิดกั้นตัวเอง บางคนอาจจะไม่ชอบพูดภาษาอังกฤษ เพราะว่าเขายังไม่กล้าเปิด ไม่กล้าลองใช้ภาษาอังกฤษกับทั้งคนไทยด้วยกันหรือว่าคนต่างชาติ ส่วนตัวแปมว่ามันจำเป็นมากนะ ซึ่งภาษาอังกฤษก็เป็นภาษาที่ 2 ที่เราควรจะรู้อยู่แล้ว อยากจะให้ทุกคนลองมาฝึกดูค่ะ 

        
           • จากติวเตอร์สอนภาษา เรามีแผนที่จะเป็นครูบรรจุหรือเปล่าคะ
       
       จริงๆ การที่เป็นติวเตอร์ตรงนี้เราได้ฝึกความเป็นครูไปในตัวนะคะ เมื่อก่อนแปมไม่มีความเป็นครูเลยค่ะ สอนไม่เป็น พูดก็ไม่ค่อยเก่ง พอได้มาทำ มันเหมือนฝึกการถ่ายทอดภาษาอังกฤษ การสอน การอธิบายให้คนเข้าใจ แต่จะไปเป็นครูเต็มตัวไหมคงไม่ค่ะ คงจะเป็นติวเตอร์นอกเวลาอย่างนี้ต่อไปแหละดีแล้ว แปมไม่คิดว่าจะไปเป็นครูบรรจุ เพราะว่าถ้าเป็นครูในโรงเรียนจะต้องควบคุมเด็กหลายคนซึ่งเรายังไม่ดุถึงขนาดนั้น (หัวเราะ) ขอสอนแบบนี้ไปดีกว่า เป็นรุ่นพี่สอนรุ่นน้อง สบายๆ อีกอย่างถ้าเป็นครูบรรจุเราจะต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับการสอนเพียงอย่างเดียว ซึ่งแปมมีความฝันหลายอย่างที่อยากทำค่ะ ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราก็ตั้งใจทำ แต่อย่างอื่นเราก็ยังไม่อยากทิ้งค่ะ
       
        • เราคาดหวังอะไรกับงานทั้งสองอย่างต่อไปในอนาคตบ้างคะ เอาจริงๆ ถ้าให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง สามารถเลือกได้ไหม
       
       ถ้าให้เลือกจริงๆ ก็เลือกไม่ได้นะคะ จริงอยู่ว่าอาชีพงานแสดงหรือว่าการเป็นศิลปิน นักร้อง มันไม่สามารถที่จะอยู่กับเราไปตลอด ถ้าถามว่าอะไรที่เราจะสานต่อไปได้มากกว่า ก็น่าจะเป็นติวเตอร์หรือว่าเป็นครู เพราะมันคืออาชีพ ที่หนึ่งเลยคือสุจริต สองคือยังไงในสังคมไทยก็เน้นเรื่องของการเรียนมาก แล้วตัวเราเองก็รู้สึกอยากที่จะแบ่งปันความรู้ตรงนี้ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะทิ้งงานในวงการนะคะ เราก็ต้องตั้งใจทำไปให้ถึงที่สุดก่อน ก็คงจะทำไปเรื่อยๆ จนเรารู้สึกว่าพอแล้ว เพราะว่าเดี๋ยวนี้คนสวยๆ หล่อๆ หรือว่าคนที่มีความสามารถก็มีเยอะมาก เพิ่มขึ้นเร็วมาก ซึ่งเราก็จะต้องพัฒนาฝีมือของตัวเองไปเรื่อยๆ เพื่อจะตามคนอื่นให้ทันค่ะ (ยิ้ม) 
 

        
           • อยากให้แนะนำสำหรับคนที่อยากเก่งภาษาอังกฤษหน่อยค่ะว่าจะต้องเริ่มต้นยังไง
       
       ก่อนอื่นต้องปรับทัศนคติก่อนค่ะ เพราะว่าการที่เราจะเก่งอะไรสักอย่าง มันจะต้องมาจากพื้นฐานของเรา และทัศนคติของเราว่าเรารู้สึกกับสิ่งนั้นยังไง อย่างแปมมีเพื่อนที่ไม่ชอบภาษาอังกฤษเหมือนกันนะ แบบประมาณว่าฉันพูดไม่ได้ ฉันฟังไม่รู้เรื่อง ไม่ชอบ แต่เขาเป็นคนที่ชอบดูหนัง แปมก็เลยแนะนำให้เขาลองไปดูหนังแล้วปิดซับไตเติลดู ปรากฏว่าเขาก็ชอบ เพราะว่าเขาไม่ต้องมานั่งอ่าน กลายเป็นว่าทักษะการฟังของเขาดีขึ้นเรื่อยๆ แปมก็เลยคิดว่ามันน่าจะเป็นที่ทัศนคตินะ ลองหาอะไรที่เป็นแรงจูงใจให้รู้สึกอยากจะพัฒนา บางคนอาจจะดูหนังหรือว่าฟังเพลง หรือถ้าเกิดว่ามีดาราที่ชอบเป็นฝรั่ง เราก็ต้องรู้สึกว่าทำยังไงให้เราฟังเขาออกโดยที่ไม่ต้องมีซับฯ หรือว่าเราลองจินตนาการดูว่าเราจะคุยกับเขายังไง ซึ่งมันเป็นเบสิกง่ายๆ เลยแล้วอย่างอื่นก็จะตามมาเอง
       
       ทุกวันนี้ ในยูทิวบ์ก็มีสอนเยอะมากด้วย ก็สามารถเข้าไปเรียนได้ เดี๋ยวนี้สื่ออินเทอร์เน็ตเข้าถึงง่ายมากเลย แค่เข้าไปเสิร์ช เราไม่จำเป็นจะต้องไปเปิดอ่านหนังสือเลยสมัยนี้ มันไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว เพราะฉะนั้น ก็ใช้ตรงนี้ให้มีประโยชน์หรือว่าจะเข้ายูทิวบ์ดูติวเตอร์ที่เรารู้สึกเรียนด้วยแล้วสนุก เราสามารถฟังเขาได้ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน หรือว่าจะโหลดแอปพลิเคชันดิกชันนารีมาดูศัพท์ก็ได้ ซึ่งเป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ที่ควรลองทำดูค่ะ
       
       อีกอย่าง แปมว่า ความกล้าที่จะพูดสำคัญมาก เพราะมีเพื่อนที่เก่งไวยากรณ์อยู่หลายคน เขาก็พูดไม่ได้นะคะ เขาก็ได้แค่ทำข้อสอบ เข้ามหา’ลัยได้ ได้คะแนนดี แต่ลองนึกถึงชีวิตจริง ถ้าเราต้องทำงานที่ใช้ภาษาอังกฤษ อันนี้ไม่เกี่ยวกับนักแปลหรืออะไรที่ต้องใช้แกรมม่านะคะ แปมมองว่าคือมันก็ไปได้ไกลเหมือนกัน แกรมม่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญ เวลาที่จะสอบ หรือว่าเราอยากได้คะแนนอะไรมายื่นเพื่อทำงานอะไรอย่างนี้ บางทีเขาก็ต้องการโทอิก โทเฟล ก็สำคัญสำหรับคนบางกลุ่มที่อยากจะทำงานที่ต้องใช้ตรงนี้ แต่การกล้าที่จะพูด แปมว่ามันสำคัญกว่า
       
       ส่วนตัวแปมไม่เคยไปเรียนต่างประเทศนะคะ และยอมรับว่าตัวเองก็ไม่ได้เก่งอะไรขนาดนั้น มันก็ยังมีสิ่งที่บางทีแปมก็ไม่เข้าใจ ก็ยังต้อง again please. อยู่เหมือนกันนะ ทุกอย่างมันก็ขึ้นอยู่กับการใช้ การฝึกฝน ไม่ว่าจะอ่าน เขียน พูด และมันอยู่ที่ตัวเราเองหมดเลย อย่างบางคนเขาก็ไม่ได้เรียนนานาชาตินะ แต่เขาเก่งมาก ข้อมูลเยอะ อยู่ที่ตัวเขาเองจะขวนขวายด้วยค่ะ บางคนที่เขาชอบภาษาอังกฤษ เขาก็จะเก่ง แต่บางคน ถ้าทัศนคติไม่ดีเกี่ยวกับภาษา ก็จะอยู่อย่างนั้น จะไม่พัฒนาตัวเอง เพราะรู้สึกว่าทำไมฉันต้องพูด ฉันไม่กล้าพูด ฉันกลัวฝรั่ง
       
       สรุปง่ายๆ เลยว่าเราต้องเปิดใจค่ะ ทุกวันนี้ประเทศไทยเรามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเยอะ เพราะฉะนั้น การที่เราพูดภาษาอังกฤษได้ หรือว่าเรากล้าที่จะพูดแน่นอนว่ายังไงมันก็เป็นผลดีอยู่แล้วค่ะ (ยิ้ม) 
 

Credit  http://manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9590000012088

        
 

abac