วันที่ 22 สิงหาคม 2560

สวทน.ชี้แนวโน้มวิกฤตขาดแรงงานด้านวิทยาศาสตร์ เหตุบัณฑิตมุ่งสู่อาชีพบันเทิง

วันที่ 28 มีนาคม นายพิเชฐ  ดุรงคเวโรจน์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม( สวทน.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(วท.) เปิดเผยว่า การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของสถาบันการจัดการนานาชาติ  ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 27 จาก 60 ประเทศ ในปี 2556 สูงขึ้นจาก อันดับ 30 ในปี 2555 อยู่ในอันดับต่ำกว่า มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน หรือ การวัดระดับดัชนีความสามารถในการแข่งขันโดยรวม  
 
โดยเวทีเศรษฐกิจโลก   พบว่า ประเทศไทยอยู่อันดับ 37 ในปี 2556 - 2557 โดยหนึ่งในหลักเกณฑ์การพิจารณาของทั้ง 2 สถาบัน จะใช้เกณฑ์วัดเรื่องการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งประเทศไทยยังอยู่ในระดับต่ำไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับประเทศทั่วโลกหรือในภูมิภาคเดียวกัน 
 
นายพิเชฐ กล่าวว่า หากพิจารณาตัวเลขด้านทรัพยากรบุคคลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะพบว่าสัดส่วนของนักศึกษาใหม่ที่เลือกเข้าเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์มีเพียง ร้อยละ 39 ซึ่งน้อยกว่าสาขาสังคมศาสตร์ที่มีสัดส่วนร้อยละ 61 
 
โดยเฉพาะในระดับสูงกว่าปริญญาตรี มีผู้เลือกเรียนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพียงร้อยละ 20 แต่มีผู้เลือกเรียนต่อด้านสังคมศาสตร์ถึงร้อยละ 80  และเมื่อพิจารณาถึงตัวเลขของกำลังแรงงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย พบว่า มีผู้สำเร็จการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ไม่ได้ทำงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถึงร้อยละ 38 โดยในกลุ่มนี้ ร้อยละ 25 หันไปประกอบอาชีพนางแบบนายแบบในสายบันเทิง หรือ พนักงานขายสินค้า ซึ่งแน้วโน้มตัวเลขดังกล่าวสะท้อนผลกระทบโดยตรงต่อการขาดแคลนแรงงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอนาคตอย่างแน่นอน 
 
ดังนั้น การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเพิ่มขีดความสามารถให้แข่งขันของประเทศ  จึงได้ถูกกำหนดไว้ในยุทธศาสตร์ประเทศ  โดยให้ สวทน. และ  สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นสูง   เป็นผู้ขับเคลื่อนแผนงานการผลิตบุคลากรนักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยร่วมกับสถาบันการศึกษา ในการออกแบบหลักสูตรการเรียนการสอนสาขาเทคโนโลยีเพื่ออนาคต หลายหลักสูตร  ในด้านการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา มีการกำหนดเป้าหมายการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาให้เป็นร้อยละ 1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ 
 
โดยกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้น จากตัวเลขสถิติในปี2554 พบว่า การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของเอกชน   มีสัดส่วนร้อยละ 51 และภาครัฐนั้นมีสัดส่วนที่ร้อยละ 49  โดยอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาสูง ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร ปิโตรเลียม เครื่องจักร ยางและพลาสติก สวทน. จึงต้องเร่งประสานความร่วมมือจากภาคเอกชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการวิจัยและพัฒนา โดยมีเป้าหมายให้ภาคเอกชนเพิ่มการลงทุนเพิ่มให้ได้ร้อยละ 70 ภายในปี 2559 

Credit  http://www.matichon.co.th/

27053

เข้าชม

8

ตอบกลับ

สวทน.ชี้แนวโน้มวิกฤตขาดแรงงานด้านวิทยาศาสตร์ เหตุบัณฑิตมุ่งสู่อาชีพบันเทิง

โพสต์เมื่อ 29/03/2557 10:19 | 0
iamsorry
โพสต์เมื่อ 29/03/2557 11:23 | 3
          ก็เค้าไม่ให้ความสำคัญกับอาชีพสายวิทย์ของเราเรย ยกเว้น แพทย์ ทันตะ เภสัช จบออกมาก็เงินเดือนน้อยอีก ใครเค้าจะอยากเรียนละครับ ถามไม่ชอบจริงๆ  
hot

ความคิดเห็น

televisiones 31/03/2557 11:23

ใช่ เรียนก้หนักไม่แพ้หมอ จบมาเงินเดือนก้น้อน
โพสต์เมื่อ 29/03/2557 18:49 | 0
สมัยนี้เขาไปประกวดเดอะสตาร์ AF บลาๆ เข้าวงการบันเทิงกันหมดแล้ว 
ได้เงินเยอะอ่ะจริง hot
โพสต์เมื่อ 29/03/2557 19:07 | 2
ประเทศไทยอะ ถ้าส่งเสริมนักวิทยาศาสตร์แล้วก็ให้ความสำคัญในด้านนี้ 
ประเทศคงจะเจริญได้มากกว่านี้
โพสต์เมื่อ 29/03/2557 21:26 | 0
ผมว่า  วิศวะ  ประเทศไทย ก็เยอะนะครับ  (มีทุกมหาวิทยาลัย) congratulation
โพสต์เมื่อ 30/03/2557 13:56 | 0
smile
โพสต์เมื่อ 31/03/2557 07:10 | 0
smart
โพสต์เมื่อ 16/07/2557 14:18 | 0
ก็ทำไงได้ งานสายวิทย์บ้านเรามีแต่พวกซื้อมาขายไป หรือไม่ก็ผลิตตามสูตรของชาวบ้านเขา (ลองเปิด JobsDB ดูก็ได้ ส่วนใหญ่งานสายวิทย์ก็จะมีพวก QC, technical sales, sales engineer, product specialist, clinical research associate) ซึ่งจะไม่ใช่งานในสายวิจัยและพัฒนาตามที่ สวทน. ต้องการเท่าไหร่
 
......... ทำไมถึงเป็นเช่นนี้หรือ? ลองไปเปิดหาข้อมูลสัดส่วนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาเทียบกับ GDP ของประเทศดูสิ (กูเกิ้ลหา "R&D Expenditure Percent of GDP Thailand")
 
....... เห็นไหมว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว มีการวิจัยคิดมูลค่าเป็นสัดส่วนประมาณ 1%-3% ของงบประมาณทั้งหมด ในขณะที่ไทยอยู่ที่ 0.2% ถึง 0.25% มาโดยตลอด
 
..... เมื่อไม่มีเงินก็ไม่มีตำแหน่งงานให้คนทำ แล้วก็ไม่มีงานวิจัยที่ตรงสาย
 
..... อยากทำวิจัยก็ต้องจบ ป.โท ขึ้นไป แล้วก็ไปแย่งกันใน สวทช. หรือไม่ก็ไปหา fellowship หรือไปเรียน ป.เอก ที่ต่างประเทศ (ซึ่งคนก็ไปกัน) แล้วก็ไปกินน้ำบ่อหน้า ไม่งั้นก็เป็นอาจารย์มหาลัย
 
..... ถ้าเบื่อระบบจริงๆ ก็อาศัยไปดูงาน (ทำงาน) ตปท. สักพัก ถ้างานวิจัยเราออก แล้วเราเขียนหนังสือขอทุนเป็น ก็เดินทางไปที่อื่นได้ง่าย ... อาชีพนี้เดินทางกันบ่อยอยู่แล้ว