คุยกับพี่นักศึกษาแพทย์ มศว

คุยกับพี่มินท์และพี่บอล นักศึกษาเเพทย์ มศว วันนั้นขากำลังรับน้องกันอยู่เลยภาพด้านหลังจริงเห็นคนซ้อมเต้น 555
แรงบันดาลใจ
อาชีพแพทย์เป็นอาชีพที่ทำอะไรเพื่อคนอื่น เราสามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ แต่เพ่งจะรู้ตัวว่าอยากจะเป็นแพทย์ก็ตอนม6 เลยตอนแรกอยากจะเป็นสัตวแพทย์ แต่คะแนนสอบมีโอกาสที่จะเลือกแพทย์ได้ก็เลยเลือกเรียนดู และพื้นฐานก็เป็นคนชอบวิชาทางด้านชีวะอยู่แล้วด้วย
สอบแพทย์
พี่คิดว่าข้อสอบความถนัดไม่ยากเหมือนกับว่าเป็นเซนต์ของเรามากกว่าว่าเราจะเหมาะกับอาชีพนี้หรือเปล่า มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะหาอ่านกันได้ด้วยมันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการวิเคราะห์ชิงตรรกะ, เหตุผลเชิงปรัชญาและจริยธรรมด้วย ( คนเข้าเรียนน่าจะมีจริยธรรมพอสมควร ฮาฮา )
แพทย์มศวเรียนอะไรบ้าง
ปี 1 จะยังไม่ได้เรียนวิชาเกี่ยวกับแพทย์จะเป็นวิชาทั่วไปเช่น ชีวะ เคมี ฟิสิกส์ แต่ของเราไม่มีเรียนคณิตศาสตร์นะครับ แต่พอขึ้นปี 2-3 จะเรียนว่า pre clinic จะเป็นวิชาของคณะทั้งหมดเลย โดยที่มศวจะจัดการเรียนเป็นระบบ blog system คือถ้าเป็นสมัยก่อนเราจะเรียนแยกวิชา anatomy Physiology โดยจะนำทั้ง 2 วิชามารวมกันเช่น blog ต่อไร้ท่อโดยจะเรียนลึกลงไปเลยว่าต่อไร้ท่อคืออะไร มีอาการผิดปกติอย่างไรบ้าง มีการรักษาเบื้องต้นอย่างไร โดยจะเรียนที่ตึกของคณะ พอขึ้น ปี 4-5-6 เราก็จะเรียนในโรงพยาบาลแล้ว โดยจะได้เรียนการปฏิบัติจริงที่โรงพยาบาล ของเรายังมีการเรียนแบบ Problem phase learning โดยเราะจะแบ่งกันเป็นกลุ่มโดยจะมีอาจารย์อยู่เป็นที่ปรึกษา และอาจารย์ก็จะให้เคสมาว่าคนไข้มีอาการต่างๆ แล้วพวกเราก็จะนั่งคิดกันว่าคนไข้เป็นอะไร แต่พอเริ่มออกนอกเรื่อง ( วินิจฉัยผิด ) อาจารย์ก็จะคอยช่วยดึงกลับมา และก็คุยแก้ปัญหากันไปเรื่อยๆถ้าเวลาไม่พอก็ต้องกลับไปข้นคว้าที่บ้านต่อ การเรียนแบบนี้น่าสนใจ สนุกและก็ได้ความรู้จริง โดยจะเปิดความคิดของเราด้วย
รู้จักอาจารย์ใหญ่
ครั้งแรกที่ได้เจออาจารย์ใหญ่ก็รู้สึกตื้นเต้นแต่ถ้าถามว่ากลัวไม่ก็ต้องบอกว่าไม่กลัวเลยเพราะเหมือนกับว่าเราได้ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เข้ามาเรียนแพทย์แล้วให้มองอาจารย์ใหญ่ของเราไม่ใช่ ศพ แต่เป็นอาจารย์ของเราจริงๆ ครั้งแรกที่พี่ได้ผ่าอาจารย์ใหญ่ก็ที่บริเวณท้ายทอย ตอนลงมีดก็ทำด้วยความตั้งใจและให้ความเคารพ แต่ก็มีเรื่องเล่าแปลกๆอยู่บ้างฮาฮาแต่รุ่นของพี่ยังไม่ใครเคยเจอเรื่องแปลกๆเลย โดยที่มศวจะเจอกับอาจารย์ใหญ่ตั้งแต่ปี 2 เทอม 2 จนถึงปี 3

เรียนยากมั้ย
คำถามถือว่าเป็นคำถามยอดนิยมเลยแต่ก็ขอบอกน้องๆได้เลยว่าเรียนไม่ยากแต่จะหนักกะเหนื่อยกับการเรียนเรียนมากต้องเรียนด้วยความตั้งใจและรักการที่จะเป็นแพทย์จริงๆ โดยช่วงเข้าปี 1 ถึงแม้จะเป็นวิชาเรียนทั่วไปแต่เหมือนกับว่าเราต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่จัดตารางการใช้ชีวิตของตัวเอง โดยพอขึ้นปี 2 ก็จะเรียนเป็นระบบ blog ซึ่งแต่ละสัปดาห์เราจะมีเวลาเรียนไม่เหมือนกันเลยขึ้นอยู่กับวิชาที่เราได้เรียน อย่า วิชา gross เราจะต้องเรียนตอนเช้าพอตกบ่ายก็ต้องเขาห้องแลปผ่าอาจารย์ใหญ่จนถึง 6 โมงเย็นจะเป็นแบบนี้ทั้งอาทิตย์เลย โดยถ้าใครทำเสร็จก่อนก็กลับบ้านได้แต่ส่วนใหญ่ก็จะเสร็จช้า โดยสาเหตุที่เราต้องเรียนหนักหรืออ่านหนังสือเยอะมันเป็นความรู้สึกที่ว่าถ้าเราได้ไปรักษาคนไข้จริงแล้วเรากลับรักษาไม่ได้ มันเกี่ยวกับชีวิตคนด้วย ดังนั้นแล้วก็ต้องตั้งใจหาความรู้มากๆ
การสอบ
คณะแพทย์จะไม่เหมือนกับสาขาอื่นที่จะเน้นการสอบกลางภาคหรือปลายภาคอย่างเดียว แต่คณะแพทย์เหมือนกับจะมีสอบทุก 2 สัปดาห์เลยก็ว่าได้ ดังนั้นก็ต้องอ่านหนังสือกันตลอด ช่วงสอบทุกคนก็จะหน้าโทรมกันมากเนื่องจากอ่านหนังสือกันเยอะ แต่พอสอบเสร็จก็จะกลับมาใสปริ๊งเหมือนเดิม แต่หลังจากสอบเสร็จก็จะมีเวลาเสริมสวยบ้าง คิคิ
ลักษณของข้อสอบก็อย่างเช่นสมมุติว่ามีคนไข้เข้ามามีลักษณะอาการอย่างนู้บ้างอย่างนี้บ้าง แล้วเขาก็จะให้เราวิเคราะห์ว่าคนไข้คนนี้เป็นอะไรโดยจะเขียนลงกระดาษ หลังจากนั้นก็จะให้กระดาษอีกแผ่นซึ่งจะเฉลยว่าคนไข้เป็นโรคอะไรและจะถามต่อมีวิธีการรักษาอย่างไรบ้าง ซึ่งถ้าข้อแรกเราตอบผิดมันก็จะยิ่งทำให้เกิดความลังเลมากขึ้นในการทำข้อต่อไป ข้อสอบแลปก็คงเป็นแลปกริ๋ง คือต้องบอกให้ได้ว่าชิ้นส่วนนี้คือส่วนไหนของร่างกายภายในเวลาที่จำกัด
การเอาตัวรอด
สำหรับพี่แล้ววิชาที่เกี่ยวกับสมองถือว่ายากมากเพราะเนื้อหาจะละเอียดแล้วก็ลึกด้วย เพราะสมองของเราถ้าห่างกัน 1 มิลเชื่อก็เปลี่ยนลักษณะอาการต่างก็เปลี่ยน และเส้นประสาทต่างๆอีก แต่เมื่อทุกคนเข้ามาในคณะนี้ทุกคนกก็พยายามสปีดตัวเองเพื่อหนีการตกมีนของคณะ อย่างตัวพี่เองก็ไม่ใช่คนขยันแต่พอมีเพื่อนแบบนี้แล้วมันก็ทำให้เราขยันไปด้วยเราต้องเปลี่ยนลักษณะนิสัยของตัวเองอย่างรุนแรงเพื่อจะให้เรียนทันเพื่อน ที่ไม่ไม่ใช่ว่าเราจะต้องแข่งขันกันนะเพื่อนก็ช่วยเหลือกันแต่เราก็ต้องช่วยเหลือตัวเองด้วย ถ้าสอบครั้งไหนมีคนตกมีนเมื่อไหร่อาจารย์ก็จะจดชื่อไว้ถ้าเห็นไม่ไหวจริงก็จะเรียกมาคุยและก็จะติวให้ด้วย อาจารย์ก็อยากให้ทุกคนผ่านหมดแต่ก็อยากให้ผ่านไปแบบมีความรู้

ช่วงท้อแท้
ตอนแรกๆก็คงภูมิใจที่ติดแพทย์แต่พอเรียนขึ้นปี 2 บอกได้เลยว่าเรียนหนักมากต้องท่องศัพท์เป็นร้อยคำ ตอนนั้นก็คิดว่าเกิดมาทำไมต้องมาเรียนหนักขนาดนี้ด้วย ตอนนั้นอยู่ในอารมณ์ที่แย่มาก บังเอิญคณะได้จัดค่ายธรรมะไปนั่งสมาธิ ช่วงนี้ก็ได้ฟังพระเทศน์ หลังจากนั้นก็ได้ซื้อหนังสือธรรมะมานั่งอ่าน ก็เลยเริ่มปลงและเข้าใจชีวิตมากขึ้น และกลับมาสู้กับการเรียนต่อ
การวางตัว
สำหรับปี 1-3 การแต่งตัวยังไม่โดนบังคับมากแต่พอขึ้นปี 4 ก็มีบ้างข้อปฏิบัติบ้างแต่จริงแล้วเราก็ต้องรู้ตัวเองอยู่แล้วว่าจะอยู่ต่อหน้าคนไข้แล้วเราควรจะวางตัวอย่างไร เพราะเราคงไม่อยากให้คนไข้เห็นเราในสภาพที่ดูไม่ดีหรอก โดยสำหรับพี่แล้วไม่ได้รู้สึกเหมือนโดนจำกัดอิสรภาพแต่รู้สึกว่ามันคือความเหมาะสมมากกว่า เราจะรักษาคนไข้แล้วเราจะมาสร้างสรรค์กับเรื่องการแต่งตัวมันก็ไม่ได้ เราต้องทำทุกอย่างอย่างเป็นแบบแผน และสังคมไทยก็คาดหวังกับหมอไว้เยอะด้วย
แพทย์เฉพาะทาง
สำหรับการเรียนจบแพทย์ 6 ปีจะเป็นหมอทั่วไปจะรักษาโรคทั่วไปได้ แต่เราก็สามารถเรียนต่อเฉพาะทางและด้วยสมัยนี้โรงบาลเอกชนโฆษณาว่าโรงพยาบาลมีแพทย์เฉพาะทางอยู่ คนไข้ก็เลยเชื่อว่าแพทย์เฉพาะทางน่าจะมีความรู้และรักษาได้ดีขึ้น ดังนั้นจึงทำให้แพทย์หลายคนเรียนต่อเฉพาะทาง สำหรับตัวพี่เองตอนนี้ขอให้เรียนให้จบก่อน 5555
คณะแพทย์มศว
สำหรับแพทย์จะมีสอบ 3 ครั้ง คือ ปี 3,5 และ 6 โดยการสอบคะแนนสอบของมศวก็อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยที่ดีมากติดล่าสุดเหมือนจะได้อันดับที่ 4 ของเราก็มีรุ่นพี่เก่งได้คะแนนระดับtop ของประเทศอีกด้วย แต่จริงแล้วปัจจัยที่ทำให้คณะแพทย์ที่ไหนดังอาจจะเกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลด้วย จุฬาก็มีโรงพยาบาลจุฬาคนไข้เยอะ แต่ของ มศวจะเป็นโรงพยาบาลอยู่ที่องค์รักษณ์จังหวัดนครนายกและของเราก็เพ่งเปิดมาไม่นานแต่คุณภาพของเราก็ไม่ได้แพ้ใคร ฮาฮา และของเราก็ไม่ได้อยู่ที่ องค์รักษณ์อย่างเดียวนะเราได้ร่วมกับโรงพยาบาลต่างเช่น วชิระ โรงพบาบาลตำรวจ

สังคมแพทย์มศว
หลายคนอาจคิดว่าเด็กแพทย์ต้องแข่งขันสูงต้องเป็นเด็ก Nerd แต่ความจริงแล้วพวกเรามีความเป็นพี่น้องกันมากช่วยเหลือกันตลอด มีความสามัคคี โดยการเรียนแพทย์ก็ไม่ได้ปลูกฝังแค่ความรู้ด้านการแพทย์แต่ยังปลูกฝังเรื่องจริยธรรม อาจารย์ก็จะสอนว่าเวลาเรารักษาคนไข้ เราไม่ได้รักษาแค่โรคที่คนไข้เป็น แต่เรารักษาคนไข้ทั้งจิตใจ ความรู้สึกและร่างกาย
ความฝัน
อยากเป็นหมอ Med หรือ อายุรกรรม คือ โรคที่ต้องใช้ยารักษาโดยหมอที่นั่งอยู่ในโรงพยาบาลส่วนมากก็เป็นหมอMed นี่หละ เช่น คนไข้เป็นโรคเบาหวานเราต้องให้ยาอะไรบ้าง แต่สำหรับน้องที่อยากเป็นหมอรักษาสิว หน้า ก็เรียนจบ 6 ปี แล้วก็เรียนต่อหมอผิวหนังได้เลยแต่เนื่องจากเป็นที่นิยมดังนั้นคะแนนก็สูง
ความรู้สึกแรกเข้ากับตอนนี้ที่ได้เรียนแล้วต่างกันอย่างไร
ต่างกันมากตอนแรกเข้าเพราะแค่อยากเรียนไม่มั่นใจเลยว่าเราจะไปรักษาคนได้จริงหรอ จะไปจับมีดอยู่ต่อหน้าคนไข้จะเป็นอย่างไร แต่พอได้เข้ามาเรียนที่มศว มั่นใจเลยว่าเราจะรักษาคนไข้ได้ตอนนี้ก็เริ่มเบื่อเรียนละอยากรักษาคนไข้จริง ฮาฮา
อยากฝากอะไรถึงน้องๆ
ก็อยากให้น้องๆเตรียมตัวให้เต็มที่ การสอบแอดมิชชั่นมันก็คือผลงานครั้งหนึ่งในชีวิตของเรา ดังนั้นก็ควรทำให้เต็มที่กับมัน อีกอย่างที่อยากบอกน้องๆ คือแพทย์ที่ไหนก็เหมือนกัน จบมาก็เป็นแพทย์ได้เหมือนกัน ก่อนจะเลือกเรียนก็ควรถามตัวเองด้วยว่าชอบจริงหรือป่าว ก็คิดถึงคนไข้ด้วยถ้าเจอกับหมอที่ไม่พร้อมจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าคนไหนชอบจริงก็มาเจอพี่ๆได้ที่มศวนะครับ
ขอขอบคุณพี่ๆมากนะครับ
|
คุยกับพี่นักศึกษาแพทย์ มศว |
|
|
โพสต์เมื่อ
05/08/2552 20:15
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
06/08/2552 18:26
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
08/08/2552 19:43
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
21/08/2552 16:08
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
24/08/2552 04:36
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
24/08/2552 19:20
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
29/08/2552 18:14
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
22/10/2552 17:23
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
24/10/2552 22:22
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
02/11/2552 14:00
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
20/11/2552 18:36
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
22/11/2552 15:52
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
26/11/2552 20:19
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
30/12/2552 18:39
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
10/01/2553 12:04
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
08/02/2553 10:57
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
19/02/2553 14:03
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
19/02/2553 15:01
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
27/03/2553 15:31
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
02/04/2553 20:16
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
11/05/2553 11:25
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
06/06/2553 18:57
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
07/06/2553 22:00
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
22/06/2553 17:16
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
03/08/2553 09:34
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
09/08/2553 06:54
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
11/08/2553 23:12
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
08/10/2553 14:48
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
25/04/2554 00:35
|
0
|
|
|
|
โพสต์เมื่อ
22/08/2554 22:50
|
0
|
|


